เทคนิคการทำ Content Marketing ที่เป็นพื้นฐานของ SEO

เมื่อพูดถึงการทำตลาดออนไลน์ด้วย Content Marketing เป็นเทคนิคพื้นฐานการทำ SEO เพื่อให้มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจเกิดใหม่ที่ต้องการเปิดตัวให้คนสนใจติดตามทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น รู้ว่ามีจุดดีตรงไหนทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก ด้วยเหตุนี้ การทำเว็บไซต์ให้ดูดีมีข้อมูลน่าสนใจและเปิดให้คนเข้ามาค้นหาสิ่งที่ต้องการสะดวกสบาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ SEO และการเขียนคอนเทนต์ที่น่าอ่านก็มีความสำคัญต่อการสร้างแบรนด์ด้วยเช่นกัน บทความควรนำเสนอข้อมูลอย่างชัดเจนตรงประเด็น อธิบายเหตุผลว่าทำไมควรซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการนั้น การโพสต์เนื้อหาในบล็อก เว็บไซต์ และแบ่งปันบนโซเชียลมีเดียช่วยให้เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเห็นผล

เนื้อหาของบทความเป็นส่วนสำคัญของ SEO

การเขียนเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญของ การทำ SEO ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาและมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ด้วย ทั้งนี้เทคนิคการเขียนเนื้อหาจะต้องมีวิธีที่ถูกต้อง โดยเริ่มจากการแนะนำตัวอธิบายข้อมูลสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง ถ้าเริ่มต้นได้ดีก็ไปได้สวย นอกเหนือจากมุ่งเป้าหมายหลักคือผู้ซื้อที่มีศักยภาพแล้ว คอนเทนต์ที่ดียังเพิ่มอัตราการเข้าชมและเพิ่มยอดขายของคุณได้เช่นกัน ยิ่งมีคนเข้าดูมากเว็บไซต์ก็จะปรากฏในผลการค้นหาบ่อยครั้งขึ้นและสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ของคุณมากขึ้น

เนื้อหาของ Content Marketing ต้องมีโปรไฟล์น่าสนใจ แนะนำตัวให้จำง่ายและไม่ซ้ำใคร เขียนบทความอย่างน้อย 4-5 เรื่องทำให้แบรนด์มีตัวตนจับต้องได้ หลังจากโพสต์บทความในเว็บไซต์ บล็อก และเฟซบุ๊กและเริ่มมีคนสนใจติดตามแล้ว ทำการอัปเดตข้อมูลโดยเขียนบทความอื่น ๆ อาจจะเขียนเกี่ยวกับหัวข้อที่คล้ายกันแต่นำเสนอในมุมอื่นหรือเพิ่มหัวข้อย่อย สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและโพสต์บทความใหม่ได้ตลอดเวลาเพื่อให้เว็บไซต์มีการเคลื่อนไหวและคนติดตามอ่านต่อเนื่อง เพราะเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพนั้นมีความสำคัญในการทำ SEO ไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นคำที่ใช้ค้นหาในกูเกิลทำให้ค้นหาสินค้าและบริการง่ายขึ้น แต่การใส่คีย์เวิร์ดจะต้องไม่มากเกินไปจนทำให้อ่านบทความไม่รู้เรื่องและทำลายคุณภาพของ Content Marketing

นอกจากการเขียนเนื้อหาจะมีคอนเซปต์ที่ชัดเจนและเขียนน่าอ่านดึงดูดคนให้คลิกเข้ามาดูเว็บบ่อย ๆ แล้ว ควรออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้ง่าย โครงสร้างเว็บไม่ซับซ้อน โหลดเร็ว รูปแบบบทความจะต้องอ่านบนหน้าจอมือถือขนาดเล็กได้สะดวก มีรูปภาพประกอบบทความที่สวยงามหรือคลิปวิดีโอสั้น ๆ น่าสนใจและไม่ทำให้เว็บโหลดช้า ทำให้ดูไม่น่าเบื่อเพราะมีแต่ตัวหนังสืออย่างเดียว ยิ่งคนติดใจเว็บมากเท่าไรก็มีโอกาสจะกลับมาดูบ่อยและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียบอกต่อให้คนอื่น ๆ เข้ามาดูเว็บไซต์เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการติดตามผลลัพธ์ว่าคนเข้ามาเยี่ยมด้วยความสนใจเพิ่มตัวเลขผู้ชมมากแค่ไหน มียอดเพิ่มขึ้นหรือไม่ แสดงให้รู้ว่าคีย์เวิร์ดตรงกับการค้นหาของผู้บริโภคและประเมินได้ว่าการทำ SEO ประสบความสำเร็จมากเพียงใด

เนื้อหาของบทความเป็นส่วนสำคัญของ SEO

การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ควรทำลิงก์แบบไหนดี

การสร้างลิงก์เคยเป็นที่นิยมอย่างมากและถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทำ SEO เจ้าของเว็บไซต์และผู้ทำ SEO บางรายเชื่อว่าการสร้างลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บภายนอกเป็นเคล็ดลับสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ ทุกวันนี้การสร้างลิงก์ปริมาณมากและไม่มีคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง การสร้าง Backlink มากเกินไปกลายเป็นผลเสีย ดูไม่มีมารยาท ไม่เกิดประโยชน์ ยิ่งไปเชื่อมโยงกับลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพด้วยแล้ว นอกจากจะส่งผลเสียหายทำลายความน่าเชื่อถือของธุรกิจตนเองยังไม่พอ อาจถูกมองเป็นสแปมและโดนทำโทษจาก Google ปลดเว็บไซต์จากการจัดอันดับ มาดูกันว่าควรสร้างลิงก์แบบไหนที่ควรทำ

1.สร้างลิงก์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

เขียนบทความน่าอ่านและแชร์ไปยังโซเชียลมีเดียทั้งหมด ทำรูปภาพและคลิปวิดีโอสั้น ๆ แนะนำเนื้อหาย่อของบทความที่ดึงดูดความสนใจ จากนั้นสร้างลิงก์ย้อนกลับมายังเว็บไซต์ให้ติดตามมาอ่านเพิ่มเติม รวมถึงการทำ Backlink ไปยังเว็บที่มีเนื้อหาใกล้เคียงเกี่ยวข้องกันวันละ 1-2 เว็บก็เพียงพอแล้ว เป็นการปฏิบัติตามกฎอย่างถูกต้องเหมาะสม จะกลายเป็นลิงก์ที่ทรงพลัง ทั้งได้รับประโยชน์และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง

2.แลกลิงก์กับบล็อกเกอร์

ความร่วมมือระหว่างบล็อกเกอร์เป็นการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมชาติอีกวิธีหนึ่ง โดยเว็บไซต์จะเผยแพร่เนื้อหาคอนเทนต์ในบล็อกของคนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนลิงก์ย้อนกลับไปยังเว็บไซต์ของตนเอง อย่าลืมว่าจะต้องเลือกเว็บที่มีเนื้อหาเดียวกันเท่านั้น ถ้าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพก็จะมีบล็อกเกอร์อื่น ๆ สนใจติดต่อเข้ามาขอแลกเปลี่ยนลิงก์ย้อนกลับมาจำนวนมากโดยที่เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย เพราะการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมีผลต่อการมองภาพรวมของลิงก์และเว็บไซต์ของเรา จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย

3.ลิงก์โซเชียล

การใช้โซเชียลมีเดียควบคู่กับการทำเว็บไซต์เป็นประโยชน์ต่อการทำ SEO ให้ค้นหาเว็บง่ายและติดอันดับหน้าแรกใน Google โดยเฉพาะ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่มีประโยชน์มากที่สุด รวมไปถึง Instagram, Line, Twitter และ LinkedIn สร้างช่องทางเชื่อมต่อให้ผู้คนที่เสพติดสื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงคอนเทนต์ง่ายขึ้น โดยเขียนเนื้อหาย่อของบทความกระตุ้นความสนใจให้คลิกเข้าไปอ่านต่อในเว็บไซต์ ทำให้จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

4.ลิงก์แสดงความคิดเห็น

ท้ายบทความควรมีส่วนที่แสดงความเห็นจากลูกค้าได้ ความคิดเห็นสะท้อนประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริง เช่น รีวิวสินค้า เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ ความเห็นในเชิงบวกทำให้ธุรกิจได้รับประโยชน์ ควรมีมีลิงก์ย้อนกลับในส่วนความคิดเห็นด้วยส่วนสำคัญของกระบวนการทำ SEO

5.สร้างโปรไฟล์ลิงก์หรือไดเรกทอรี

การสร้างโปรไฟล์ลิงก์หรือไดเรกทอรีเป็นเคล็ดลับของนักทำ SEO มืออาชีพเพราะสามารถทำลิงก์ย้อนกลับได้ง่าย โดยสมัครสมาชิกตามเว็บโซเชียลและเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ให้ข้อมูลการติดต่อ คำวิจารณ์และการให้คะแนนแก่ลูกค้า ไม่ต้องเขียนคำบรรยายมากนัก แค่ฝากลิงก์สร้างสะพานเชื่อมต่อไว้ อาจต้องอดทนและใช้เวลากว่าที่คนจะเห็นแล้วคลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ ถือว่ามีประโยชน์อย่างที่จะมองข้ามไม่ได้ ไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอน

6.ลิงก์ที่ต้องเสียเงิน

การฝากโฆษณาไว้กับ Google เป็นลิงก์ที่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้โฆษณาติดอันดับดี ๆ และเกิดประโยชน์มหาศาลจากการเข้าไปอยู่ในหน้าแรก มีจำนวนผู้ชมมากเท่าไร จ่ายตามจำนวนคลิก เป็นวิธีที่ดีในการโฆษณาให้คนรู้จักธุรกิจและช่องทางติดตาม โดยเฉพาะประโยชน์ในการค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจและต้องการซื้อสินค้าหรือบริการของเราจริง ๆ ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน

7 ข้อดีของการทำ SEO

SEO 7 ข้อดี 4 ข้อเสียของการทำ SEO

ในปัจจุบัน การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่ทำการขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ (online) กันมากขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่ทางการตลาดออนไลน์ อาจมีข้อข้องใจว่าการทำ SEO มีความคุ้มค่าหรือสามารถวัดผลได้จริงหรือไม่?

เราจึงได้รวบรวม 7 ข้อดี และ 4 ข้อเสียของการทำ SEO มาฝากกัน

7 ข้อดีของการทำ SEO

1. ค่าจ้างทำ SEO ถูกกว่าการจ้างทำสื่อโฆษณารูปแบบอื่น ๆ เช่น การทำแบนเนอร์ การจ่ายราคาต่อคลิก หรือ pay per click

2. เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจให้ดูมีความทันสมัย ฉับไว พร้อมตอบข้อสงสัยด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. เป็นการอัพเดตเว็บไซต์ให้เป็นตามหลักสากล เนื่องจากระบบการสืบค้นของ search engine ต้องกำหนดการตั้งโค้ดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เทียบได้กับการยกเครื่องรถยนต์นั่นเอง

4. เปิดหน้าร้านให้ลูกค้าใหม่ได้รู้จักธุรกิจเรามากขึ้น

5. เป็นการทบทวน (remind) ลูกค้าเก่าและลูกค้าประจำให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

6. เป็นช่องทางประขาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุด

7. เข้าถึงลูกค้าต่างถิ่นหรือต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ควรตั้งชื่อ URL และเพิ่มเนื้อหาเป็น ENGLISH เพื่อให้ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก (ซึ่งทั่วโลกมีเปอร์เซ็นต์สูง) สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย

SEO 7 ข้อดี 4 ข้อเสียของการทำ SEO

4 ข้อเสียของการทำ SEO

1.สำหรับผู้ที่ไม่เคยทำ SEO ในธุรกิจออนไลน์ การจ้างบริษัทเอกชนทำงานส่วนนี้ รวมทั้งจ้างเขียนบทความประกอบการทำ SEO ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มเติมขึ้น ทำให้อัตราส่วนกำไรต่อชิ้นของสินค้าลดลงได้

2. การที่ไม่มีธุรกิจใดสามารถเข้าถึงตรรกะของระบบสืบค้นใน search engine ได้อย่างแท้จริง ด้วยความเป็นอัตลักษณ์ของอัลกอริทึ่ม (algorithm) จึงทำให้ต้องทำ SEO อย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดพักได้

3. พร้อมเสียตำแหน่งหรือทำเลดีๆ ในการสืบค้นให้คู่แข่งทางการค้าได้ตลอดเวลา เพราะบริษัทอื่นๆ ก็ล้วนจ้างกูรูด้าน SEO พัฒนาเว็บไซต์ แบบ SEO เช่นเดียวกัน

4. ต้องใช้ระยะเวลาในการทำ SEO จึงจะเห็นผลอาจหลายสัปดาห์หรือเป็นปี ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นซีซั่น (season) เช่น การท่องเที่ยว บางประเทศนักท่องเที่ยวนิยมไปในบางฤดู เช่น เขตยุโรป จะนิยมมากช่วงฤดูหนาว หรือการโรงแรม จะมีช่วงไฮซีซั่นของการจองอยู่ในบางเทศกาล

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องวิเคราะห์ต่อยอด ว่ามีความคุ้มค่าต่อการลงทุนในส่วนนี้เพียงใด ทั้งนี้เจ้าของธุรกิจควรศึกษาดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ด้วย เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกบริษัทรับจ้างทำ SEO หรือเลือกใช้ช่องทางอื่น ๆ ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจได้อย่างเหมาะสมในระยะต่อไป

การใช้ SEO และโซเชียลมีเดียเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์

การใช้ SEO และโซเชียลมีเดียเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์

เหตุผลของการทำ SEO คือการเพิ่มจำนวนผู้ชมเว็บไซต์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการเข้าถึงคนจำนวนมากซึ่งมีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าเป้าหมายในอนาคต ทุกเว็บไซต์ที่ขายทางออนไลน์จึงพยายามเพิ่มจำนวนผู้ชม วิธีหนึ่งคือการใช้โซเชียลมีเดียช่วยทำตลาดให้เว็บไซต์มีผู้ติดตามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Line, Twitter, Pinterest และอื่น ๆ โดยเทคนิค SEO ที่ใช้ในเว็บไซต์สามารถโอนไปยังโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย สิ่งเดียวที่แตกต่างคือโครงสร้างของเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียซึ่งจะต้องเหมาะสมกับรูปแบบด้วย

การทำเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก มีประโยชน์

การทำเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก แนะนำให้โพสต์บทความเป็นประจำ ถ้าคุณไม่สามารถโพสต์บทความบ่อย ๆ อย่างน้อยควรเขียนบทความที่มีคุณภาพสูงมากและน่าสนใจ วิธีนี้จะดึงดูดคนเข้าใช้บริการได้มากขึ้น ทั้งชื่อเรื่องและเนื้อหาของบทความต้องใส่คีย์เวิร์ดที่คัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เทคนิคการทำ SEO จะเชื่อมโยงหน้าเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียด้วยการใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน เครื่องมือค้นหาจะโปรโมตโพสต์โดยอิงจากคีย์เวิร์ด ทำให้บทความกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว อยากให้ผู้ชมค้นหาและพบโพสต์ของเว็บอย่างรวดเร็ว ควรเลือกคำหลักที่เหมาะสมที่สุด แทรกคีย์เวิร์ดในหน้าอธิบายผลิตภัณฑ์ด้วย หากคุณขาดแรงบันดาลใจ ไม่แน่ใจว่าควรเลือกคีย์เวิร์ดแบบใด อาจต้องการลองใช้บริการด้านการตลาดและจ้างนักเขียนมืออาชีพในการช่วยทำ SEO และการตลาดออนไลน์ โดยจับความคิดของผู้ประกอบการมาเขียนเรื่องราวต่างๆ เพื่อทำการโปรโมตเว็บผ่านสื่อสังคมออนไลน์

การใช้ SEO และโซเชียลมีเดียเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์

ก่อนเขียนบทความต้องศึกษาลูกค้าเป้าหมายว่ามีพฤติกรรมการจับจ่ายและความพึงพอใจอย่างไร เนื้อหาที่สนุกสนานจะเป็นที่นิยมของคนทั่วไป ส่วนคนที่มีการศึกษามีระดับสูงสนใจคอนเทนต์ที่ให้ความคิดและมุมมองใหม่ ๆ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับความต้องการ อาจเสริมด้วยไฟล์ภาพสวย ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ หรือโพสต์วิดีโอสั้น ๆ อธิบายคุณประโยชน์หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

รูปภาพเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคการทำ SEO ด้วย การโพสต์บทความบนสื่อสังคมออนไลน์โดยที่ไม่มีรูปภาพจะไม่ค่อยน่าสนใจและประสบความสำเร็จน้อยกว่าโพสต์ที่มีรูปภาพ เพราะรูปภาพดึงดูดความสนใจของผู้คน เลือกรูปภาพอย่างระมัดระวัง ควรเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อความในโพสต์ที่ลงบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังมองหาคนเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น บางคนอาจคลิกลิงก์หลังจากเห็นภาพโดยไม่ต้องดูข้อความที่ได้โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์แม้แต่น้อย แสดงถึงอิทธิพลของรูปภาพต่อการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าเลือกภาพสวย ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับกับโพสต์หรือเว็บไซต์เลยเพื่อหวังดึงคนเข้ามาเยี่ยมเว็บจำนวน ผลลัพธ์ที่ได้จะมีแต่ด้านลบ เพราะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาแล้วไม่พบสิ่งที่ต้องการ จึงไม่ค้นหาต่อและอาจไม่กลับมาใช้บริการซ้ำอีก

อย่าลืมว่าโปรไฟล์โซเชียลมีเดียและโพสต์บทความของคุณจะปรากฏบนในผลการค้นหาของ Google จึงเป็นเหตุผลที่ควรผลักดันแบรนด์ให้สร้างความโดดเด่นบนโพสต์โซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ให้คนเห็นและรู้จักมากขึ้นอีก