SEO ดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ มีข้อดีกว่าที่คิด

SEO ดีอย่างไรต่อธุรกิจคุณ มีข้อดีกว่าที่คิด

SEO เป็นตัวช่วยในการประเมินคุณภาพเว็บไซต์ มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน Google ในการค้นหาเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาสาระทันสมัย และมีข้อมูลที่ไม่เหมือนใคร เพราะจะนำเสนอเว็บไซต์ที่มีคุณภาพสูงในอันดับต้น ๆ ของหน้าแรกการสืบค้น

ส่วนทางด้านของผู้ประกอบการ การทำ SEO ก็ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นยิ่งขึ้น โดยในบทความนี้ เราจะมาดูกันให้ละเอียดขึ้น ว่าการทำ SEO นั้นมีประโยชน์อย่างไรต่อธุรกิจของคุณบ้าง

ประโยชน์ของการทำ SEO

ช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย หลายคนอาจมองว่าการทำ SEO นั้น ถ้าไม่ชำนาญก็ต้องจ้างบริษัททำ แต่ที่จริงแล้วการทำ SEO นั้น หากคุณฝึกทำอย่างสม่ำเสมอ เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ คุณก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง โดยเฉพาะถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กที่มีความคล่องตัวสูง ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน คุณอาจไม่จำเป็นต้องจ้างบริษัททำแล้ว ก็จะลดค่าใช้จ่ายในการโฆษณาทางช่องทางอื่น ๆ ได้ เช่น การทำ SEM หรือการเช่าพื้นที่โฆษณาผ่านทาง Google Ads และยังทำให้คุณมีทักษะในมองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของธุรกิจคุณได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ช่วยสร้างอัตลักษณ์ให้แก่แบรนด์ ธุรกิจใด ๆ ก็ตามที่ต้องการแข่งขันได้สูงในยุค 2020 จำเป็นต้องมีความโดดเด่นในตัวเอง ไม่สามารถที่จะลอกเลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลตัวสินค้า ภาพถ่าย เทคนิคการทำคลิปโฆษณาประชาสัมพันธ์ รวมถึงเนื้อหาบทความสาระส่งเสริมการขายที่ลงอยู่ในเว็บไซต์ เพราะระบบ SEO มี algorithm ที่ช่วยในการคัดกรอง

หากคุณละเมิดกฎข้อบังคับต่าง ๆ ของ Google เมื่อใด ก็จะมีผลทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกแบนได้ และยังทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ว่าคุณขาดความจริงใจต่อผู้บริโภคและไม่มีอัตลักษณ์ด้วย ดังนั้นการทำ SEO ตามเทคนิคที่ Google แนะนำ จึงเป็นช่องทางที่ทำให้คุณเสริมสร้างเอกลักษณ์ให้กับธุรกิจของตนเอง และทำให้สินค้าติดตลาดได้อย่างดีในที่สุด

ทำให้คู่แข่งน้อยลง เนื่องจากการทำ SEO นั้นจำเป็นต้องสะสมระยะเวลา 3 เดือนถึง 1 ปี ขึ้นไปในการทำให้ข้อมูลนั้นมีปริมาณมากเพียงพอ ในการจัดอันดับผ่านระบบ algorithm ไม่ว่าจะเป็นระบบเพนกวิน แพนด้า ฮัมมิ่งเบิร์ด Pirate ฯลฯ ซึ่งจะช่วยในการคัดแยกธุรกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขันต่ำให้ตกลงไปชั้นล่างในหน้าจอสืบค้นผ่าน google.com และ google.co.th

ถ้าคุณทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ เท่ากับว่าคุณสามารถทิ้งห่างคู่แข่งที่ขาดความจริงจังในการทำ SEO ได้ โดยที่เป็นไปตามระบบของคอมพิวเตอร์อัจฉริยะของ Google คุณจึงสบายใจได้ว่าธุรกิจของคุณจะเติบโตไปได้ดีในระยะยาว

จะได้ว่าการทำ SEO นั้นมีประโยชน์ทั้งต่อผู้บริโภคและต่อเจ้าของธุรกิจอย่างมาก หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ที่ทำธุรกิจออนไลน์ยุคใหม่ตั้งใจทำ SEO ให้มากยิ่งขึ้น และจริงจังเพื่อผลสำเร็จทางธุรกิจที่ดีต่อไป

ประโยชน์ของการทำ SEO

Keyword ที่ควรรู้หากจะทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

Keyword ที่ควรรู้หากจะทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ

การหาคีย์เวิร์ดทองคำให้เจอเป็นสิ่งสำคัญมากหากต้องการทำ SEO (Search Engine Optimization) ให้ประสบความสำเร็จ โดยคีย์เวิร์ดที่ดีมีลักษณะ ดังนี้

เป็นคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ สินค้าและบริการ การหาคีย์เวิร์ดที่มีความเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการ หรือธุรกิจของตัวเอง จะช่วยดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายและเป็นวิธีการโปรโมทธุรกิจได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

คีย์เวิร์ดต้องมีผู้คนหาจำนวนมากพอ เมื่อเจอคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจควรนำคีย์เวิร์ดที่ได้ มาเช็คจำนวนผู้ค้นหาด้วยโปรแกรมฟรี เช่น Google Keyword Planner, Ubersuggest, Keyword tool หรือ LSI Keyword เป็นต้น

เป็นคีย์เวิร์ดติดเทรนด์ฮิต แม้ว่าคีย์เวิร์ดที่ได้จะมีผู้ค้นหาเยอะและเกี่ยวข้องกับธุรกิจของตัวเอง แต่ควรนำคีย์เวิร์ดไปเช็คใน Google Trend เพื่อดูว่าคีย์เวิร์ดที่ได้มาเป็นคำที่มีความเป็นไปได้ในการนำมาทำเป็น Content ในระยะยาวหรือไม่ แม้ว่าหลายคนจะรู้วิธีการเลือกคีย์เวิร์ดทองคำ แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า

คีย์เวิร์ด 5 ประเภท

Generic Keyword เป็นคำนามที่ใช้สำหรับเรียกสิ่งของทั่วไป ไม่ได้มีความเฉพาะเจาะจง เช่น เสื้อ, กางเกง, เครื่องดื่ม, ดินสอ ฯลฯ

Brand Keyword เป็นคีย์เวิร์ดที่ใช้สำหรับเรียกแบรนด์สินค้าหรือบริการต่าง ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักตัวตนและภาพลักษณ์ของแบรนด์

Long tail Keywords เป็นคำทั่ว ๆ ไปที่มีความเฉพาะเจาะจงมากกว่า Generic Keywords เช่น “กาแฟอาราบิก้า หอม เชียงราย”, “เสื้อยืด คอกลม สีดำ เท่ๆ”, “กางเกงยีนส์ขาสั้น ผู้ชาย สียอดนิยม” หรือ “เครื่องกรองน้ำ รีวิว pantip” เป็นต้น

Competitor Keyword เป็นการนำชื่อธุรกิจ สินค้าหรือบริการของคู่แข่งมาใช้ เพื่อดึงกลุ่มเป้าหมายให้มายังธุรกิจหรือบริการของตัวเอง

Misspelling Keyword เป็นคีย์เวิร์ดทั่ว ๆ ไป แต่เป็นคำที่คนทั่วไปสะกดผิด

การเรียนรู้วิธีใช้โปรแกรมสำเร็จรูปที่ช่วยเช็คจำนวนผู้คนหาเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อการหาคีย์เวิร์ดที่ต้องการมากที่สุด เนื่องจากโดยส่วนใหญ่โปรแกรมเหล่านี้เป็นโปรแกรมที่จะแนะนำคำที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทำให้เรามีไอเดียในการคิดหาคำที่เหมาะสมได้มากกว่า นอกจากนี้การดูคีย์เวิร์ดการค้นหาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในขณะที่เรากดค้นหาคำใน Google ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้เกิดไอเดียได้เช่นกัน

การนำคีย์เวิร์ดแต่ละประเภทมาปรับใช้กับ Content ที่โพสต์ลงเว็บไซต์จะช่วยให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จได้ โดยคอนเทนต์ที่สามารถดึงกลุ่มเป้าหมายให้เข้าสู่เว็บไซต์ควรทำหลายรูปแบบผสมผสานกัน ทั้งการทำบทความ, การทำวิดีโอและการทำ Podcast เนื่องจากกลุ่มเป้าหมายอาจสนใจสื่อที่แตกต่างกันเพื่อให้ดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้ได้มากที่สุด

เมื่อหาคีย์เวิร์ดทองคำที่เหมาะต่อการใช้กับธุรกิจ สินค้าหรือบริการเจอแล้ว และนำมาทำเป็นคอนเทนต์ จะไม่เพียงแต่ช่วยสร้างยอดขายหรือยอดเข้าชมเว็บไซต์มากขึ้นเท่านั้น แต่ยังทำให้ได้รับความน่าเชื่อถือจากกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการด้วย

คีย์เวิร์ด 5 ประเภท

ทำไมต้องใช้ long tail keywords ในการทำ SEO

ทำไมต้องใช้ long tail keywords ในการทำ SEO?

การทำ SEO เป็นสิ่งที่จะต้องใส่ใจเรื่องของการทำคีย์เวิร์ด ซึ่งในการวางแผนคีย์เวิร์ดให้ไว้บนเนื้อหานั้น จะต้องเลือกว่าควรใช้คีย์เวิร์ดประเภทไหนบ้าง ซึ่งหลายคนเลือกใช้แต่ short tail keywords และไม่สนใจการนำ long tail keywords มาใช้ให้เกิดประโยชน์ วันนี้เราจึงมาบอกเหตุผลในการเลือกใช้ long tail keywords ว่ามันดีอย่างไรต่อเว็บไซต์ของคุณบ้าง

เหตุผลในการเลือกใช้ long tail keywords

short tail keywords ถูกเจ้าตลาดใหญ่แย่งไปหมดแล้ว เว็บไซต์ที่ทำ SEO มานานรวมถึงเว็บไซต์ที่มีกลยุทธ์ในการทำ SEO มาก่อนหน้าคุณนั้น มักจะเลือกใช้ short tail keyword และพวกเขามีความแข็งแรงมากในการยึดพื้นที่ในแต่ละอันดับเอาไว้ แต่ก็ยังมีทางให้คุณเขี่ยพวกเขาให้ลงจากอันดับได้ด้วยการทำ SEO อย่างถูกต้องและค่อย ๆ ไต่อันดับขึ้นไป

สมัยนี้ user ค้นหาด้วยกลุ่มคำที่เจาะจงมากขึ้นกว่าเมื่อก่อน หากเป็นเมื่อก่อนคนอาจใช้คีย์เวิร์ดเป็นคำหรือกลุ่มคำสั้น ๆ ในการค้นหาเท่านั้น แต่ในปัจจุบัน พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งจะใช้กลุ่มคำที่มีเฉพาะเจาะจง โดยเป็นคีย์เวิร์ดที่ยาวมากขึ้น แล้วแน่นอนว่า long tail keywords จะทำให้เว็บไซต์ของคุณไปปรากฏอยู่บนหน้าจอของคนเหล่านี้ได้ง่ายกว่า

ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณเข้าถึง user ที่ตรงกลุ่มเป้าหมายยิ่งกว่าเดิม เมื่อเรามองในมุมของเจ้าของเว็บไซต์ที่ต้องการให้เว็บไซต์ของตัวเองไปปรากฏอยู่บนหน้าจอของ user ที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย การใช้ long tail keywords จะช่วยคุณได้มากกว่า เพราะเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นไปอยู่บนหน้าจอของ user ทันทีเมื่อพวกเขาทำการค้นหาด้วยกลุ่มคำที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งตรงกับความต้องการที่จะให้พวกเขาเห็นพอดี

ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับด้วยการทำ short tail keywords ทีหลังได้ง่าย การใช้ long tail keywords นั้นจะทำให้ติดอันดับง่ายกว่า เมื่อติดอันดับแล้วก็มีโอกาสได้ traffic สะสมเอาไว้ต่อยอด รวมถึงยังถูก index ให้มีโอกาสไต่อันดับขึ้นไป ฉะนั้นหากเว็บไซต์ของคุณติดอันดับด้วยการใช้ long tail keywords แล้ว คุณก็มีโอกาสที่จะติดอับดับด้วยการใช้ short tail keywords ได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

เมื่อพ่วงด้วยการทำ SEM จะทำให้ค่าโฆษณาถูกลง search engine อย่าง Google ใช้ในการคำนวณค่าโฆษณานั้นถูกคิดราคาต่อคลิก ซึ่งการจะแสดงผลบนหน้าจอของ user หรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับจำนวนเงินที่คุณต้องประมูลแข่งกับเจ้าอื่นด้วย โดยส่วนใหญ่ short tail keywords จะมีราคาแพงกว่า long tail keywords เสมอ

การเลือกใช้ short tail keywords นั้นไม่ผิด แต่เจ้าของเว็บไซต์เองควรมีกลยุทธ์ในการวางแผนคีย์เวิร์ดด้วยการใช้ long tail keywords เข้ามาเป็นตัวช่วย แล้วคุณล่ะเห็นความสำคัญและข้อดีของการนำ long tail keywords มาใช้ในการทำ SEO แล้วหรือยัง

short tail keywords

ทำเว็บแบบนี้ ต่อให้ SEO ดี ก็ไม่เกิดแน่ ๆ

ทำเว็บแบบนี้ ต่อให้ SEO ดี ก็ไม่เกิดแน่ ๆ

การทำ SEO ไม่ใช่แค่การทำให้หน้าเว็บของคุณติดอันดับเท่านั้น แต่ยังรวมถึงตัวเว็บเองต้องมีความเหมาะสมที่ทาง Google พิจารณาแล้วว่าควรค่าในการติดอันดับต้น ๆ ต่อไป อย่าแค่คิดว่าพอติดอันดับแล้วจะไม่มีวันหล่น เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เริ่มปล่อยปละละเลย ไม่สนใจการทำ SEO อย่างถูกต้อง โอกาสที่เว็บของคุณจะร่วงหล่นและหายไปจากหน้าค้นหามีสูงมาก และนี่คือสิ่งที่บ่งบอกว่าอย่าทำเด็ดขาดหากไม่อยากให้เกิดผลดังที่กล่าวมา

สิ่งที่ไม่ควรทำในการทำเว็บไซต์

ปล่อยเว็บร้าง ไม่มีการอัปเดตใด ๆ ทั้งสิ้น : หลายเว็บพอเริ่มถึงจุดสูง ๆ เช่น ติดหน้าแรก Google เรียบร้อยก็มักปล่อยร้าง ไร้ความเคลื่อนไหวใด ๆ ทั้งสิ้นด้วยคิดว่ามันติดอันดับแล้วไม่ต้องทำอะไรก็ได้ แต่อย่าลืมว่ายังมีเว็บอื่น ๆ ที่เขาพร้อมอัปเดตตัวเองให้ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งท้าชิงโดยตลอด ประกอบกับทาง Google เอง จะพิจารณาจากความสด ใหม่ ของเนื้อหาในเว็บเสมอ หากไม่มีการอัปเดตใด ๆ เป็นเวลานานก็ทำให้ตกอันดับได้

ก็อปปี้เนื้อหาและรูปภาพจากเว็บอื่นมาใช้งาน : ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ห้ามกระทำอย่างยิ่ง ต่อให้มีเครดิตอ้างอิงที่มาก็ไม่ควรทำ เพราะถ้าเจ้าของผลงานเขามาเห็นเข้าก็มีสิทธิ์กดรายงาน เมื่อมีการรายงานแล้วถูกตรวจสอบว่าผิดจริง URL ของหน้านั้นจะหายไปรวมถึง URL หน้าเว็บไซต์ก็โดนแบนด้วยเช่นกัน คราวนี้ค้นหาให้ตายก็ไม่เจอแน่ ๆ

ทำสแปมกับตัวเว็บ : การทำเว็บที่มี backlink เพื่อให้ดึงกลับมาหน้าเว็บตนเอง หากนำเอาข้อความเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ไปโพสต์เหมือนกันหมด จะกลายเป็นการทำสแปม เท่ากับว่าเหมือน Google มองเห็นความจงใจที่จะนำเสนอโฆษณาเพื่อให้ดึงกลับไปหน้าเว็บของตนเองอย่างเดียว โอกาสจะโดนแบนเพื่อไม่ให้ทำเรื่องดังกล่าวจึงเกิดขึ้นได้ง่าย เสียโอกาสในการทำโฆษณาไปอีก

ภาพเยอะเกินไป ใช้เวลาโหลดนาน : สังเกตง่าย ๆ ลองคิดเป็นตัวเราเว็บไหนที่ภาพโหลดช้า คนมักจะปิดหนีแล้วหาเว็บใหม่ ตรงนี้มันส่งผลโดยตรงเพราะมันเกิดอัตราการตีกลับ อันจะทำให้การถูกจัดอันดับของเว็บถดถอยลงไปเรื่อย ๆ ทางที่ดีคือ อย่าใส่ภาพหรือสิ่งใด ๆ ที่ทำให้ต้องกินเวลาโหลดนานเกินจำเป็น

ปล่อยให้โดนแฮ็ก : หากปล่อยให้เว็บโดนแฮ็กแล้วคนอื่นไม่สามารถเข้ามาใช้งานได้ พอ Google ตรวจสอบก็จะรู้ว่ามีปัญหาและกลายเป็นการส่งลิงก์แจ้งเตือนในการเข้าชม ตรงนี้ทำให้ยอดตกลงแน่ ๆ แม้จะทำ SEO ดีขนาดไหนก็ตาม

นี่เป็นแนวทางผิด ๆ ที่ควรรู้เกี่ยวกับการทำ SEO เพื่อให้หน้าเว็บของคุณติดอันดับ Google หากใครยังมีวิธีทำเว็บไซต์แบบนี้อยู่ ขอแนะนำว่าควรปรับปรุงเป็นวิธีใหม่ที่ถูกต้องโดยเร็ว จะเกิดผลดีที่สุด

สิ่งที่ไม่ควรทำในการทำเว็บไซต์

SEO ประโยชน์ของการทำ SEO 2020

SEO ประโยชน์ของการทำ SEO 2020

SEO เป็นเทคนิคการตลาดออนไลน์ที่ได้รับความนิยมมาหลายปี ซึ่งนักการตลาดทั่วไปมักแนะนำให้ผู้ที่สนใจการค้าขายบนโลกอินเทอร์เน็ตศึกษาการทำ SEO ตั้งแต่เนิ่น ๆ ด้วย เรามาดูกันว่าในปี 2020 ผู้ที่ทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ จะยังได้รับประโยชน์อะไรจากการทำ SEO บ้าง

ทำ SEO มีประโยชน์อย่างไร

ประหยัดงบประมาณในการทำการตลาด – งบประมาณเป็นสิ่งที่จำเป็น เราต้องรัดเข็มขัดมากในยุคปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจไม่แน่นอน ทั้งจากปัจจัยในประเทศและสงครามการค้าระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ เช่น จีนกับสหรัฐฯ ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำให้ผู้ที่ทำธุรกิจ ลดต้นทุนให้น้อยที่สุด เพื่อให้เหลือกำไรสำหรับการต่อยอดหรือสำรองในธุรกิจได้มากขึ้น

การทำ SEO ตามระบบ search engine optimization ของ Google เป็นสิ่งที่ทำให้เงินเหลือเก็บมากขึ้น เพราะเพียงแค่ ทำเว็บไซต์ SEO อย่างมีคุณภาพและใส่ใจที่จะพัฒนาปรับปรุงเนื้อหาสม่ำเสมอ ดูแลแก้ไขโครงสร้างให้ใช้งานง่าย สวยงามตามเทรนด์ผู้ใช้งาน ฯลฯ ก็จะมีโอกาสถูกจัดอันดับในการนำเสนอด้านบนของหน้าจอการสืบค้น Google ได้ตลอดทั้งปีโดยไม่เสียเงินค่าโฆษณาแม้แต่บาทเดียว

ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อให้กับแบรนด์สินค้า – ปัจจุบัน คนรุ่นใหม่นิยมซื้อสินค้าที่ได้รับเสียงตอบรับจากกลุ่มผู้ใช้งานจริงจำนวนมาก ว่าน่าพอใจและมีการรีวิวบอกต่อในโลกออนไลน์ เพราะเป็นสิ่งที่บอกว่าแบรนด์เหล่านั้นมีความน่าเชื่อถือสูง ไม่ใช่กลุ่มมิจฉาชีพ

เช่นเดียวกันกับการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ถ้าทำอย่างสม่ำเสมอจนอยู่ในระดับสูงสุด Top 5 หรือ Top 10 ของหน้าต่างแสดงผลลัพธ์ของ Google หรือที่เรียกว่า SERPs จะเกิดผลลัพธ์ที่ดี คือทำให้ลูกค้าที่กำลังมองหาสินค้านั้น ๆ มีความมั่นใจว่า หากเข้าไปใช้บริการในเว็บไซต์ จะได้รับความพึงพอใจสูง ได้สินค้ามีคุณภาพดี และลดโอกาสที่จะถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกลวงได้อย่างมาก

ช่วยให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากกว่าเดิม – การทำ SEO นั้น ส่วนที่เป็นหัวใจ คือ การผลิตบทความที่มีคุณภาพสูง ซึ่งปัจจุบันจะนิยมใช้คำสำคัญหรือ keyword ที่มีความจำเพาะเจาะจงกับเพศ อายุ และไลฟ์สไตล์ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย ผู้ที่ทำเว็บไซต์ SEO ที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ของ Google มักมีการคัดเลือก keyword ให้มีความยาวและตรงกับลูกค้าเฉพาะกลุ่ม เช่น เมาส์เล่นเกมส์ E-sport มีไฟ RGB เป็นสินค้าเพื่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบการเล่นเกมส์ออนไลน์ เป็นต้น เมื่อปรับเปลี่ยน keyword ให้ดี ก็เท่ากับเพิ่มโอกาสขายสินค้าให้แก่ลูกค้าเกือบทุกรายที่คลิกเข้ามาชมข้อมูล และทำให้อันดับ SEO ดีขึ้นแน่นอน

จะเห็นได้ว่า การทำเว็บไซต์ SEO ในปี 2020 ยังเป็นสิ่งสำคัญ ที่เจ้าของธุรกิจต้องทำต่อไปและต้องศึกษาเทรนด์ที่จะตามมาในปี 2020 อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การทำ SEO ส่งเสริมธุรกิจเป็นไปอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามวิธีการ

ทำ SEO มีประโยชน์อย่างไร

ปลั๊กอิน YOAST SEO มีอะไรน่าสนใจ

ปลั๊กอิน YOAST SEO มีอะไรน่าสนใจ

เราเชื่อว่าคนที่ทำเว็บไซต์ขายของออนไลน์ ต้องรู้จัก Yoast SEO กันดีอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้อันดับในการทำ SEO คนดียิ่งขึ้นได้ แต่สำหรับคนที่เป็นมือใหม่ เพิ่งเปิดเว็บไซต์ขายของมาไม่นาน เราขอให้ข้อมูลพื้นฐานที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้

Yoast SEO เป็น plugin ตัวช่วยที่นิยมนำมาใช้สำหรับการพัฒนาคุณภาพของเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับหลัก SEO หรือ search engine optimization ที่ Google กำหนด เพื่อให้ระบบ algorithm นำไปประมวล แล้วเสนอผลการสืบค้นที่สูงขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

หากใช้งาน WordPress ทำบทความ SEO อยู่แล้ว จะสามารถดาวน์โหลดเพิ่มได้ฟรี เพื่อการปรับแก้ไขระหว่างการทำ SEO ได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ไม่พลาดโอกาสในการปรับปรุงบทความให้มีคุณภาพสูงขึ้น และเสริมสร้างอำนาจในการแข่งขันกับบริษัทธุรกิจอื่น

Yoast SEO สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณดีขึ้นได้ จากประเด็นต่อไปนี้

1. ช่วยเลือก keywords ที่เหมาะสม

การใช้ keyword SEO ที่สั้นเกินไปหรือมีความหมายกว้าง จะทำให้อำนาจในการเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมายน้อยลง คิดเปอร์เซ็นต์ความสำเร็จในยอดขายสินค้าได้ต่ำ กว่าการใช้แบบ Niche Long-tailed keywords ที่เฉพาะเจาะจงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเช่น ประเภทของสินค้า+ยี่ห้อ+กลุ่มเป้าหมาย เช่น เสื้อแฟชั่น+เกาหลี+หญิง+คนรุ่นใหม่+ฤดูใบไม้ผลิ จะเห็นได้ว่าเมื่อเลือก keyword ที่ดี การสร้างผลงานบทความก็จะมีคุณภาพยิ่งขึ้นด้วย

2. การปรับแต่งหัวข้อและบทย่อ

หัวข้อที่ดีช่วยจูงใจให้ผู้อ่านคลิกเข้ามาชม และหากมี Meta Description หรือบทย่อความยาว 150 คำที่น่าสนใจ ก็จะทำให้เข้าใจได้ว่าหากคลิกเข้ามาแล้ว จะได้รับความรู้ในประเด็นใดบ้างจากบทความ ส่วนนี้จึงเป็นเหมือนประตู ที่ผู้อ่านจะได้รู้จักเว็บไซต์คุณมากขึ้น Yoast SEO จะแสดงสัญลักษณ์เป็นสีเขียว ส้ม แดง พร้อมคำอธิบายภาษาอังกฤษที่จะทำให้คุณเข้าใจได้ว่า การตั้งชื่อหัวข้อและคำอธิบายย่อ เหมาะสมหรือยัง โดยจะเป็นแนวเดียวกับการวิเคราะห์คีย์เวิร์ดในข้อแรก

3.การทำ Internal Link

Yoast SEO สามารถช่วยให้คุณทำ Internal Link ได้น่าสนใจ จากการกำหนดประโยคสั้น ๆ ใบบางช่วงของบทความ หรือคำบางคำ ที่สามารถเชื่อมต่อไปสู่บทความใหม่ในหน้าเพจอื่น ๆ ของคุณได้ การคลิกที่รูปลูกโซ่ของฟังก์ชั่นนี้ จะทำให้เพิ่มอันดับ SEO ได้ดีขึ้น เมื่อผู้อ่านนำลูกศรไปที่ตำแหน่งนั้น จะกลายเป็นรูปมือ ที่คลิกสร้างการเชื่อมโยงได้ง่าย ๆ

จะเห็นได้ว่า Yoast SEO มีประโยชน์มากต่อการทำบทความซึ่งส่งผลต่อการทำเว็บไซต์ SEO ให้ธุรกิจเติบโตได้อย่างรวดเร็ว เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้ที่ต้องการทำธุรกิจออนไลน์ให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว ได้ศึกษาอย่างลึกซึ้ง และต่อยอดเพื่อการพัฒนาคุณภาพเว็บไซต์ที่ดียิ่งขึ้นต่อไป

Yoast SEO สามารถช่วยให้ธุรกิจของคุณดีขึ้นได้

รวบรวมเทคนิคการเลือกบริษัททำ SEO

วิธีการเลือกบริษัททำ SEO ที่กูรูแนะนำ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะส่งผลให้อันดับในการสืบค้นสูงขึ้น เมื่อพิมพ์ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ซึ่งบริษัทรับทำ SEO ในปัจจุบันมีให้เลือกหลายแห่ง โดยที่มีระดับความน่าเชื่อถือและความสามารถที่แตกต่างกัน เราจึงได้รวบรวมเทคนิคการเลือกบริษัททำ SEO ที่กูรูแนะนำ มาฝากกันดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือ

ควรเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และมีเอกสารการจดทะเบียนการค้ายืนยันไว้อย่างชัดเจน เพื่อการติดตามตัวผู้รับผิดชอบได้ กรณีที่งานมีปัญหา

2. มีรีวิวผลการใช้บริการ

เราสามารถเช็คการรีวิวผลใช้บริการด้วยชื่อบริษัท ชื่อผู้จดทะเบียนบริษัท เบอร์โทรศัพท์มือถือ อีเมล ฯลฯ ในช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ pantip หรือหาข้อมูลจากกลุ่ม facebook ที่มักมีการโพสต์แนะนำบอกต่อและเตือนภัยในการจ้างงานไว้ หากมีผลการรีวิวที่ดี ลูกค้าธุรกิจประทับใจ ก็จะเป็นแต้มต่อให้เลือกใช้บริการมากขึ้น

3. การันตีผลที่เป็นไปได้

การการันตีผลในการทำ SEO ควรจะสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการทำ 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไปสำหรับการสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ให้ algorithm วิเคราะห์ และไม่สามารถล็อกอันดับได้ หากบริษัทใดแจ้งว่าภายหลังการทำ SEO แล้วจะได้อันดับที่ 1 ต่อเนื่องไปยาวนาน ก็ให้ระวังไว้ก่อน เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงได้

4. ต้องรายงานผลสม่ำเสมอ

การทำ SEO ที่ดีต้องมีการอัพเดตข้อมูลลงในเว็บไซต์เป็นประจำ ดังนั้นบริษัทที่รับจ้างทำ SEO จึงควรมีการแสดงผลการปฏิบัติงานเสนอต่อผู้จ้างทำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน เพื่อให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงและวางแผนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างความมั่นใจได้ว่าผู้จ้างงานจะไม่สูญเงินโดยเปล่าประโยชน์

5. ทำตามกฎของ Google

บริษัทรับจ้างทำ SEO ที่ดี ต้องไม่ทำการละเมิดกฎ เช่น การทำ spam keyword คือการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำกันมาก ๆ ในบทความหนึ่ง ๆ เพื่อให้กันมีการค้นพบได้ง่ายขึ้น หรือ การละเมิดลิขสิทธิ์บทความและรูปภาพจากแหล่งข้อมูลอื่น ซึ่งหาก Google ตรวจพบจะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกแบนได้ วิธีที่ดีคือ การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เชื่อมโยงลิงก์ที่ไม่ผิดพลาด และผลิตบทความที่มีความทันสมัยด้วยคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม

จะเห็นได้ว่า การจ้างบริษัททำเว็บไซต์ SEO เป็นบริการที่ช่วยประหยัดเวลาและทำให้หวังผลความสำเร็จทางธุรกิจได้ดี อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาวิธีการทำ SEO ในขั้นพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ และทำให้สามารถเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่เหมาะสม จนได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจตามที่ต้องการได้

วิธีการเลือกบริษัททำ SEO ที่กูรูแนะนำ

เทคนิคการทำ Content Marketing ที่เป็นพื้นฐานของ SEO

เมื่อพูดถึงการทำตลาดออนไลน์ด้วย Content Marketing เป็นเทคนิคพื้นฐานการทำ SEO เพื่อให้มียอดขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจเกิดใหม่ที่ต้องการเปิดตัวให้คนสนใจติดตามทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น รู้ว่ามีจุดดีตรงไหนทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก ด้วยเหตุนี้ การทำเว็บไซต์ให้ดูดีมีข้อมูลน่าสนใจและเปิดให้คนเข้ามาค้นหาสิ่งที่ต้องการสะดวกสบาย ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ SEO และการเขียนคอนเทนต์ที่น่าอ่านก็มีความสำคัญต่อการสร้างแบรนด์ด้วยเช่นกัน บทความควรนำเสนอข้อมูลอย่างชัดเจนตรงประเด็น อธิบายเหตุผลว่าทำไมควรซื้อผลิตภัณฑ์สินค้าหรือบริการนั้น การโพสต์เนื้อหาในบล็อก เว็บไซต์ และแบ่งปันบนโซเชียลมีเดียช่วยให้เข้าถึงลูกค้าเป้าหมายอย่างรวดเร็วและเห็นผล

เนื้อหาของบทความเป็นส่วนสำคัญของ SEO

การเขียนเนื้อหาเป็นส่วนสำคัญของ การทำ SEO ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพกลไกค้นหาและมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ด้วย ทั้งนี้เทคนิคการเขียนเนื้อหาจะต้องมีวิธีที่ถูกต้อง โดยเริ่มจากการแนะนำตัวอธิบายข้อมูลสินค้าหรือบริการให้ชัดเจน มีความโดดเด่นและแตกต่างจากคู่แข่ง ถ้าเริ่มต้นได้ดีก็ไปได้สวย นอกเหนือจากมุ่งเป้าหมายหลักคือผู้ซื้อที่มีศักยภาพแล้ว คอนเทนต์ที่ดียังเพิ่มอัตราการเข้าชมและเพิ่มยอดขายของคุณได้เช่นกัน ยิ่งมีคนเข้าดูมากเว็บไซต์ก็จะปรากฏในผลการค้นหาบ่อยครั้งขึ้นและสร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ของคุณมากขึ้น

เนื้อหาของ Content Marketing ต้องมีโปรไฟล์น่าสนใจ แนะนำตัวให้จำง่ายและไม่ซ้ำใคร เขียนบทความอย่างน้อย 4-5 เรื่องทำให้แบรนด์มีตัวตนจับต้องได้ หลังจากโพสต์บทความในเว็บไซต์ บล็อก และเฟซบุ๊กและเริ่มมีคนสนใจติดตามแล้ว ทำการอัปเดตข้อมูลโดยเขียนบทความอื่น ๆ อาจจะเขียนเกี่ยวกับหัวข้อที่คล้ายกันแต่นำเสนอในมุมอื่นหรือเพิ่มหัวข้อย่อย สามารถเปลี่ยนแปลงเนื้อหาและโพสต์บทความใหม่ได้ตลอดเวลาเพื่อให้เว็บไซต์มีการเคลื่อนไหวและคนติดตามอ่านต่อเนื่อง เพราะเนื้อหาคอนเทนต์ที่มีคุณภาพนั้นมีความสำคัญในการทำ SEO ไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนหนึ่งคือการใส่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นคำที่ใช้ค้นหาในกูเกิลทำให้ค้นหาสินค้าและบริการง่ายขึ้น แต่การใส่คีย์เวิร์ดจะต้องไม่มากเกินไปจนทำให้อ่านบทความไม่รู้เรื่องและทำลายคุณภาพของ Content Marketing

นอกจากการเขียนเนื้อหาจะมีคอนเซปต์ที่ชัดเจนและเขียนน่าอ่านดึงดูดคนให้คลิกเข้ามาดูเว็บบ่อย ๆ แล้ว ควรออกแบบเว็บไซต์ให้ใช้ง่าย โครงสร้างเว็บไม่ซับซ้อน โหลดเร็ว รูปแบบบทความจะต้องอ่านบนหน้าจอมือถือขนาดเล็กได้สะดวก มีรูปภาพประกอบบทความที่สวยงามหรือคลิปวิดีโอสั้น ๆ น่าสนใจและไม่ทำให้เว็บโหลดช้า ทำให้ดูไม่น่าเบื่อเพราะมีแต่ตัวหนังสืออย่างเดียว ยิ่งคนติดใจเว็บมากเท่าไรก็มีโอกาสจะกลับมาดูบ่อยและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียบอกต่อให้คนอื่น ๆ เข้ามาดูเว็บไซต์เช่นกัน สิ่งสำคัญคือการติดตามผลลัพธ์ว่าคนเข้ามาเยี่ยมด้วยความสนใจเพิ่มตัวเลขผู้ชมมากแค่ไหน มียอดเพิ่มขึ้นหรือไม่ แสดงให้รู้ว่าคีย์เวิร์ดตรงกับการค้นหาของผู้บริโภคและประเมินได้ว่าการทำ SEO ประสบความสำเร็จมากเพียงใด

เนื้อหาของบทความเป็นส่วนสำคัญของ SEO

การทำ SEO ให้ประสบความสำเร็จ ควรทำลิงก์แบบไหนดี

การสร้างลิงก์เคยเป็นที่นิยมอย่างมากและถือเป็นส่วนสำคัญของกระบวนการทำ SEO เจ้าของเว็บไซต์และผู้ทำ SEO บางรายเชื่อว่าการสร้างลิงก์เชื่อมโยงกับเว็บภายนอกเป็นเคล็ดลับสร้างธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดที่พบได้ ทุกวันนี้การสร้างลิงก์ปริมาณมากและไม่มีคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง การสร้าง Backlink มากเกินไปกลายเป็นผลเสีย ดูไม่มีมารยาท ไม่เกิดประโยชน์ ยิ่งไปเชื่อมโยงกับลิงก์ที่ไม่มีคุณภาพด้วยแล้ว นอกจากจะส่งผลเสียหายทำลายความน่าเชื่อถือของธุรกิจตนเองยังไม่พอ อาจถูกมองเป็นสแปมและโดนทำโทษจาก Google ปลดเว็บไซต์จากการจัดอันดับ มาดูกันว่าควรสร้างลิงก์แบบไหนที่ควรทำ

1.สร้างลิงก์ที่ดูเป็นธรรมชาติ

เขียนบทความน่าอ่านและแชร์ไปยังโซเชียลมีเดียทั้งหมด ทำรูปภาพและคลิปวิดีโอสั้น ๆ แนะนำเนื้อหาย่อของบทความที่ดึงดูดความสนใจ จากนั้นสร้างลิงก์ย้อนกลับมายังเว็บไซต์ให้ติดตามมาอ่านเพิ่มเติม รวมถึงการทำ Backlink ไปยังเว็บที่มีเนื้อหาใกล้เคียงเกี่ยวข้องกันวันละ 1-2 เว็บก็เพียงพอแล้ว เป็นการปฏิบัติตามกฎอย่างถูกต้องเหมาะสม จะกลายเป็นลิงก์ที่ทรงพลัง ทั้งได้รับประโยชน์และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจัง

2.แลกลิงก์กับบล็อกเกอร์

ความร่วมมือระหว่างบล็อกเกอร์เป็นการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมชาติอีกวิธีหนึ่ง โดยเว็บไซต์จะเผยแพร่เนื้อหาคอนเทนต์ในบล็อกของคนอื่นเพื่อแลกเปลี่ยนลิงก์ย้อนกลับไปยังเว็บไซต์ของตนเอง อย่าลืมว่าจะต้องเลือกเว็บที่มีเนื้อหาเดียวกันเท่านั้น ถ้าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพก็จะมีบล็อกเกอร์อื่น ๆ สนใจติดต่อเข้ามาขอแลกเปลี่ยนลิงก์ย้อนกลับมาจำนวนมากโดยที่เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเลย เพราะการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ที่มีคุณภาพมีผลต่อการมองภาพรวมของลิงก์และเว็บไซต์ของเรา จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบด้วย

3.ลิงก์โซเชียล

การใช้โซเชียลมีเดียควบคู่กับการทำเว็บไซต์เป็นประโยชน์ต่อการทำ SEO ให้ค้นหาเว็บง่ายและติดอันดับหน้าแรกใน Google โดยเฉพาะ Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่มีประโยชน์มากที่สุด รวมไปถึง Instagram, Line, Twitter และ LinkedIn สร้างช่องทางเชื่อมต่อให้ผู้คนที่เสพติดสื่อสังคมออนไลน์เข้าถึงคอนเทนต์ง่ายขึ้น โดยเขียนเนื้อหาย่อของบทความกระตุ้นความสนใจให้คลิกเข้าไปอ่านต่อในเว็บไซต์ ทำให้จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

4.ลิงก์แสดงความคิดเห็น

ท้ายบทความควรมีส่วนที่แสดงความเห็นจากลูกค้าได้ ความคิดเห็นสะท้อนประสบการณ์จากผู้ใช้งานจริง เช่น รีวิวสินค้า เหตุผลที่ตัดสินใจซื้อ ความเห็นในเชิงบวกทำให้ธุรกิจได้รับประโยชน์ ควรมีมีลิงก์ย้อนกลับในส่วนความคิดเห็นด้วยส่วนสำคัญของกระบวนการทำ SEO

5.สร้างโปรไฟล์ลิงก์หรือไดเรกทอรี

การสร้างโปรไฟล์ลิงก์หรือไดเรกทอรีเป็นเคล็ดลับของนักทำ SEO มืออาชีพเพราะสามารถทำลิงก์ย้อนกลับได้ง่าย โดยสมัครสมาชิกตามเว็บโซเชียลและเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ให้ข้อมูลการติดต่อ คำวิจารณ์และการให้คะแนนแก่ลูกค้า ไม่ต้องเขียนคำบรรยายมากนัก แค่ฝากลิงก์สร้างสะพานเชื่อมต่อไว้ อาจต้องอดทนและใช้เวลากว่าที่คนจะเห็นแล้วคลิกเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ ถือว่ามีประโยชน์อย่างที่จะมองข้ามไม่ได้ ไม่เสียเวลาเปล่าแน่นอน

6.ลิงก์ที่ต้องเสียเงิน

การฝากโฆษณาไว้กับ Google เป็นลิงก์ที่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้โฆษณาติดอันดับดี ๆ และเกิดประโยชน์มหาศาลจากการเข้าไปอยู่ในหน้าแรก มีจำนวนผู้ชมมากเท่าไร จ่ายตามจำนวนคลิก เป็นวิธีที่ดีในการโฆษณาให้คนรู้จักธุรกิจและช่องทางติดตาม โดยเฉพาะประโยชน์ในการค้นหากลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่สนใจและต้องการซื้อสินค้าหรือบริการของเราจริง ๆ ถือว่าคุ้มค่ากับการลงทุน

7 ข้อดีของการทำ SEO

SEO 7 ข้อดี 4 ข้อเสียของการทำ SEO

ในปัจจุบัน การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่ทำการขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ (online) กันมากขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่ทางการตลาดออนไลน์ อาจมีข้อข้องใจว่าการทำ SEO มีความคุ้มค่าหรือสามารถวัดผลได้จริงหรือไม่?

เราจึงได้รวบรวม 7 ข้อดี และ 4 ข้อเสียของการทำ SEO มาฝากกัน

7 ข้อดีของการทำ SEO

1. ค่าจ้างทำ SEO ถูกกว่าการจ้างทำสื่อโฆษณารูปแบบอื่น ๆ เช่น การทำแบนเนอร์ การจ่ายราคาต่อคลิก หรือ pay per click

2. เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจให้ดูมีความทันสมัย ฉับไว พร้อมตอบข้อสงสัยด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. เป็นการอัพเดตเว็บไซต์ให้เป็นตามหลักสากล เนื่องจากระบบการสืบค้นของ search engine ต้องกำหนดการตั้งโค้ดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เทียบได้กับการยกเครื่องรถยนต์นั่นเอง

4. เปิดหน้าร้านให้ลูกค้าใหม่ได้รู้จักธุรกิจเรามากขึ้น

5. เป็นการทบทวน (remind) ลูกค้าเก่าและลูกค้าประจำให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

6. เป็นช่องทางประขาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุด

7. เข้าถึงลูกค้าต่างถิ่นหรือต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ควรตั้งชื่อ URL และเพิ่มเนื้อหาเป็น ENGLISH เพื่อให้ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก (ซึ่งทั่วโลกมีเปอร์เซ็นต์สูง) สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย

SEO 7 ข้อดี 4 ข้อเสียของการทำ SEO

4 ข้อเสียของการทำ SEO

1.สำหรับผู้ที่ไม่เคยทำ SEO ในธุรกิจออนไลน์ การจ้างบริษัทเอกชนทำงานส่วนนี้ รวมทั้งจ้างเขียนบทความประกอบการทำ SEO ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มเติมขึ้น ทำให้อัตราส่วนกำไรต่อชิ้นของสินค้าลดลงได้

2. การที่ไม่มีธุรกิจใดสามารถเข้าถึงตรรกะของระบบสืบค้นใน search engine ได้อย่างแท้จริง ด้วยความเป็นอัตลักษณ์ของอัลกอริทึ่ม (algorithm) จึงทำให้ต้องทำ SEO อย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดพักได้

3. พร้อมเสียตำแหน่งหรือทำเลดีๆ ในการสืบค้นให้คู่แข่งทางการค้าได้ตลอดเวลา เพราะบริษัทอื่นๆ ก็ล้วนจ้างกูรูด้าน SEO พัฒนาเว็บไซต์ แบบ SEO เช่นเดียวกัน

4. ต้องใช้ระยะเวลาในการทำ SEO จึงจะเห็นผลอาจหลายสัปดาห์หรือเป็นปี ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นซีซั่น (season) เช่น การท่องเที่ยว บางประเทศนักท่องเที่ยวนิยมไปในบางฤดู เช่น เขตยุโรป จะนิยมมากช่วงฤดูหนาว หรือการโรงแรม จะมีช่วงไฮซีซั่นของการจองอยู่ในบางเทศกาล

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องวิเคราะห์ต่อยอด ว่ามีความคุ้มค่าต่อการลงทุนในส่วนนี้เพียงใด ทั้งนี้เจ้าของธุรกิจควรศึกษาดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ด้วย เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกบริษัทรับจ้างทำ SEO หรือเลือกใช้ช่องทางอื่น ๆ ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจได้อย่างเหมาะสมในระยะต่อไป