5 กลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO

5 กลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO

การทำ SEO นั้น หลายคนคงทราบแล้วว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเรา ปรากฎบน Google search เป็นอันดับแรก ๆ ได้ ทว่าการทำ SEO ในแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้เวลาวางแผนกลยุทธ์หา Keyword ใหม่ ๆ และเรียนรู้เพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ SEO ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญในการทำ SEO มีดังนี้ 

1.เข้าใจเรื่องการทำ SEO Audit 

เนื่องจาก SEO Audit คือเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าเว็บไซต์ของเราแสดงผลบน Google search ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยกระบวนการนี้จะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 เดือนโดย Google จะตรวจว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เราใช้ทำ SEO นั้นถูกต้องตามกฎระเบียบหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเริ่มศึกษาเพื่อวางกลยุทธ์ในการรับมือเป็นอันดับแรก ๆ

2.จัดทีมงานรับผิดชอบในแต่ละส่วน

หนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดคงหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเรื่องของการแบ่งสัดส่วนหน้าที่และแบ่งทีมงานรับผิดชอบให้ชัดเจน เนื่องจาก SEO เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 – 6 เดือน จึงจะเห็นผลลัพธ์ได้ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้หากส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหาระหว่างการดำเนินงานก็ควรรีบแก้ไขในทันที

3.วิเคราะห์ Keyword ก่อนนำมาใช้งานเสมอ

Keyword คือส่วนที่สำคัญมากที่จะช่วยทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราเริ่มต้นได้จากการค้นหาเทรนด์การใช้คำ บน Google Trends เพื่อให้เข้าใจและทราบว่า ช่วงนี้มีคำไหนบ้างที่ได้รับความนิยมและเป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้ในโฆษณาและประกอบการให้ข้อมูลเพื่ออธิบายธุรกิจของเรามากที่สุด

4.เริ่มทำงานตามลำดับความสำคัญ

แน่นอนว่าการทำ SEO แต่ละครั้งจำเป็นจะต้องมีรูปแบบและแผนการดำเนินงาน เพื่อให้เราสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและเป็นระบบ เนื่องจาก SEO มีส่วนประกอบที่ต้องให้ความสำคัญอยู่หลายอย่าง อาทิ เนื้อหาในบทความ ภาพที่ปลอดลิขสิทธิ์ การทำลิงก์ ฯลฯ นอกจากเราจะต้องใส่ใจในเรื่องของคุณภาพเนื้อหาแล้ว เราจำเป็นจะต้องตรวจสอบเรื่องลิขสิทธิ์และกติกาต่าง ๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้การเริ่มทำงานตามลำดับจึงเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างผลลัพธ์ให้ได้ตามเป้าหมายที่ดีที่สุด

5.ตรวจสอบผลลัพธ์อยู่เสมอ

เมื่อเราทำตามขั้นตอนต่าง ๆ สำหรับการทำ SEO เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ความขยันตรวจสอบประสิทธิภาพของ SEO ที่เราทำอยู่เสมอ เพื่อให้เราสามารถแก้ไขและปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับคู่แข่ง ตลอดจนต่อยอดให้ SEO ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีชัยในตลาดการค้าออนไลน์ในระยะยาว

กล่าวได้ว่า SEO เป็นกระบวนการที่เราสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ตามสถานการณ์ เราจึงจำเป็นจะต้องวางแผนและเตรียมเทคนิคต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เพื่อให้ผลลัพธ์ในการทำ SEO ของเราเป็นไปได้ด้วยดี และสามารถครองอันดับ 1-3 บน Google search ได้ยาวนาน

ทำผิดมาตั้งนาน ดีไซน์เว็บไซต์แบบไหนไม่ติด SEO

ทำผิดมาตั้งนาน ดีไซน์เว็บไซต์แบบไหนไม่ติด SEO

การออกแบบหน้าเว็บไซต์เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับดี ๆ ในการค้นหาบนเสิร์จเอนจิน ลงทุนไปตั้งมาก ลงแรงไปตั้งนาน ทำไมไม่เห็นผลสักที สาเหตุอาจเป็นเพราะดีไซน์เว็บไซต์ผิดหลักทำให้ผู้ใช้งานมองไม่เห็นและส่งผลต่อการจัดอันดับด้วย มาดูกันว่าควรออกแบบเว็บไซต์ต้องทำอย่างไร

1.เว็บไซต์มีแต่รูปภาพ
เว็บไซต์อัดแน่นรูปภาพและไม่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการของผู้ใช้ แน่นอนว่ารูปภาพสวย ๆ ดึงดูดสายตาได้ดี แต่สิ่งสำคัญคือคีย์เวิร์ดและเนื้อหาที่สื่อตรงกันกับความต้องการของผู้ใช้งาน จะให้ความสนใจเฉพาะดีไซน์หน้าเว็บสวย ๆ อย่างเดียวไม่ได้ แม้จะใส่ข้อความบนรูปภาพ แต่สื่ออะไรไม่ได้เนื่องจากอัลกอริทึ่มในการจัดอันดับของเสิร์จเอนจินไม่สามารถอ่านข้อความที่ฝังอยู่ในรูปภาพ เมื่อผู้ใช้ใส่คีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาจึงไม่พบกับเว็บไซต์นั่นเอง หากต้องการใส่รูปภาพควรปรับขนาดให้พอเหมาะเพื่อให้มีพื้นที่ใส่เนื้อหาอธิบาย พร้อมกับใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับคำค้นหาและส่งผลดีต่อการทำ SEO

2.โครงสร้างหน้าเว็บซับซ้อน
เว็บไซต์ใช้งานยากเป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อย ผู้ค้นหาต้องการเข้าหน้าเว็บแล้วพาสิ่งที่ต้องการได้แทบจะในทันที ควรมีเมนูหรือการจัดหมวดหมู่ที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อนทำให้งงหรือต้องคลิกหลายครั้งกว่าจะค้นหา หรือออกแบบหน้าเว็บให้มีช่องค้นหาสำหรับผู้ใช้งานกรอกคีย์เวิร์ดค้นข้อมูลที่ต้องการด้วยตัวเองโดยตรง ดีไซน์เว็บไซต์สวยอย่างเดียวแต่ใช้งานไม่ง่าย มีหลายขั้นตอนยุ่งยาก พอเข้ามาดูในเว็บไซต์แล้วไม่พบสิ่งที่ต้องการในทันทีจึงคลิกออกไปเลยและไม่กลับมาใช้ซ้ำอีก ส่งผลให้ความนิยมเว็บไซต์ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการจัดอันดับอย่างแน่นอน

3.เปิดหน้าเว็บในมือถือไม่สะดวก
ประสบการณ์การใช้งานบนมือถือเป็นเรื่องสำคัญของการทำ SEO ด้วย เนื่องจากทุกวันนี้คนใช้งานสมาร์ทโฟนทำงานหลายอย่าง ถ้าโหลดดูข้อมูลลำบากย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับการไต่อันดับ เพราะเสิร์จเอนจินถือว่าประสบการณ์และประสิทธิภาพการรับชมบนมือถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการจัดอันดับเว็บไซต์ ถ้าเว็บไซต์เป็นมิตรกับผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ในทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ตัวอักษรมีขนาดเหมาะสม อ่านง่าย ไม่ต้องเลื่อนไปมาให้ยุ่งยาก ดีไซน์หน้าเว็บควรตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ในเว็บไซต์อาจมี Flash เป็นส่วนประกอบทำให้ภาพเคลื่อนไหวดึงดูดความสนใจ แต่ทำให้เว็บไซต์ล้าสมัยและเป็นรูปแบบที่ไม่สะดวกสำหรับมือถือ เนื่องจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานอาจไม่รองรับ Flash ทำให้หน้าเว็บช้าลง

เว็บไซต์ใช้งานยาก ค้นหาข้อมูลที่ต้องการไม่พบ นั่นคือปัญหาใหญ่ของการทำ SEO โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก ถ้าผู้เยี่ยมชมไม่ประทับใจแล้วก็ยากที่จะดึงดูดให้กลับมาใช้งานซ้ำอีก ถ้าพบว่าการออกแบบเว็บไซต์ของคุณมีข้อผิดพลาดอย่างที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งขัดขวางประสิทธิภาพการค้นหาเว็บไซต์ ควรปรับปรุงดีไซน์ใหม่ทำให้เว็บมีประโยชน์ต่อผู้ชม ค้นพบเรื่องที่สนใจในทันที เมื่อเกิดความพึงพอใจก็จะกลับมาใช้งานต่อเนื่องซึ่งส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

6 ข้อบกพร่องที่ทำให้ SEO บนเว็บไซต์ขายของไม่ประสบความสำเร็จ

6 ข้อบกพร่องที่ทำให้ SEO บนเว็บไซต์ขายของไม่ประสบความสำเร็จ

ปัญหาที่คนเปิดเว็บไซต์ขายของประสบกันอยู่เป็นประจำก็คือ การทำ SEO หรือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้กูเกิ้ลแสดงผลในลำดับต้น ๆ แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้การทำ SEO แล้วไม่สำเร็จดั่งใจต้องการนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ เราต้องไม่ลืมว่าการจะทำให้อันดับเว็บไซต์ไปปรากฏบนจอกูเกิ้ลหน้าแรก ๆ ได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้นการทำ SEO ให้ได้ผลดีทั้งยอดขายและชื่อเสียง จึงต้องคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ แบบครบองค์รวม แม้มีข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ล้วนส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ทั้งนั้น และนี่คือสิ่งที่เราต้องพิจารณาดูเมื่อพบว่าการทำ SEO ที่ผ่านมายังไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

1.เว็บไซต์มีหน้าภายในเยอะเกินไป
หลายเว็บไซต์ใส่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นมากเกินไป หรือบางครั้งข้อมูลสินค้าที่จำหน่ายก็ซ้ำกัน จนทำให้ภายในเว็บไซต์มีจำนวนหน้าที่เยอะเกินไปแบบที่ระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลวิเคราะห์ออกมาว่าเป็นเนื้อหาซ้ำซ้อนหรือคุณภาพต่ำ

2.มีข้อมูลไร้สาระปะปนอยู่
สิ่งที่กูเกิ้ลให้ความสำคัญมาก ๆ ในการเลือกแสดงผลไล่เลียงอันดับเว็บไซต์ ก็คือความน่าเชื่อถือของข้อมูล การนำข้อมูลที่ได้มาจากการคัดลอก หรือเป็นข้อมูลที่อาจถูกกูเกิ้ลตีความว่าไร้ประโยชน์มาใส่ในเว็บไซต์ จึงมีผลต่อการจัดอันดับทั้งสิ้น

3.เว็บไซต์หนักไปจนดาวน์โหลดได้ช้ามาก
บางเว็บไซต์ที่อัดแน่นไปด้วยไฟล์ภาพขนาดใหญ่ จะทำให้การดาวน์โหลดแต่ละครั้งใช้เวลานาน เท่ากับเป็นสร้างประสบการณ์ที่ไม่ประทับใจแก่ผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้กูเกิ้ลลดค่าคะแนนการจัดอันดับได้ในที่สุด

4.ไม่รองรับการแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน
ปัจจุบันนี้การท่องเว็บไซต์เกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟนเป็นหลัก ดังนั้นเว็บไซต์ใดที่ไม่ได้ออกแบบให้รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน จะเกิดปัญหา คือ ผู้ใช้งานไม่อยากเข้าใช้บริการ จนอาจถูกลดอันดับการแสดงผลจากกูเกิ้ลได้

5.อัดคีย์เวิร์ด (Keyword) จนเกินพอดี
แน่นอนว่าสิ่งแรก ๆ ที่คนทำ SEO มักจะต้องทำ ก็คือ การสร้างบทความให้มีคำสำคัญในการค้นหาหรือ Keyword เยอะ ๆ เพื่อที่ให้ระบบของกูเกิ้ลดันอันดับการค้นหาไปยังหน้าแรก ๆ แต่บางครั้งการใส่ Keyword ที่ถี่เกินไปกลับสร้างผลเสียมากกว่า เพราะถูกระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลอ่านว่าเป็นสแปม จนถูกลดอันดับได้เช่นกัน

6.ทำแบ็คลิงก์ (Backlink) พิสดารผิดธรรมชาติ
การสร้างลิงก์เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำ SEO ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ แต่การทำลิงก์ที่ได้ผล คือ ลิงก์ตามรูปแบบมาตรฐาน ไม่ใช่การสร้างลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติตามที่ต่าง ๆ เพื่อหวังให้คนกดเข้ามาโดยไม่เต็มใจ แบบนี้จะถูกมองจากระบบว่าทำไม่ถูกต้อง

การทำ SEO ให้ได้ผลดี ต้องใช้ทั้งความใส่ใจในรายละเอียด ความอดทนและการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค หากเว็บไซต์ใดทำได้ การขายของผ่านระบบอินเทอร์เน็ตก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

SEO ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

SEO ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่นิยมทำกันเพื่อเป็นตัวช่วยหาลูกค้าหรือเพื่อให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็คือการทำเว็บไซต์ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การมีเว็บไซต์ทำได้ไม่ยาก ใคร ๆ ก็มีได้ ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อเรามีเว็บไซต์แล้ว ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จัก ได้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาใน Google ต่างหาก

การทำ SEO คือคำตอบ

เว็บไซต์ใดที่ไม่ได้มีทำ SEO หรือทำ SEO ไม่ดีหรือไม่เต็มที่ หรือเป็นเว็บที่ Google ยังมองว่า ไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลาย ๆ เว็บ Google Bot ก็จะไม่นำเข้าในลิสต์ ผลการค้นหาก็จะไม่ถูกนำไปแสดง หรืออาจจะแสดงก็ได้ แต่แสดงในตำแหน่งหรือลำดับที่ไกลมาก คนตามเข้าไปคลิกไม่ถึง

ดังนั้น SEO จึงสำคัญและจำเป็นมากที่คนทำธุรกิจร้านค้าออนไลน์ไม่อาจมองข้าม เพราะการทำ SEO จะเป็นเสมือนการบอกกล่าวหรือแนะนำธุรกิจของเราให้ทุกคนได้รู้จัก ประมาณว่ามีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชื่อนี้อยู่ในโลกใบนี้ด้วยนะ ซึ่งแน่นอนเป็นการสร้างความคุ้นเคยและเพิ่มโอกาสในการขายให้เรานั่นเอง การทำ SEO จึงเปรียบเสมือนการเตรียมหน้าร้านหรือเว็บไซต์ของเราให้พร้อมที่สุดสำหรับการค้าขายออนไลน์

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าต้องการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ มีคนเข้าไปดูมากมาย, SEO เป็นสิ่งที่คุณจะมองข้ามไม่ได้เลย

การทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO คือ การทำเนื้อหาของเว็บไซต์หรือวิธีการทางเทคนิคเพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้แสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาบน Google Search โดย Search Engine (Google, Yahoo หรือ Bing)จะเข้ามาอ่านและนำไปจัดลำดับ ซึ่งแน่นอนว่า เจ้าของธุรกิจต่างก็ต้องการให้เว็บไซต์ของตนได้อยู่ในลำดับต้น ๆ เพราะยิ่งอยู่ลำดับแรก ๆ เท่าไหร่ โอกาสที่จะมีคนคลิกเข้าดูก็จะมากขึ้นเท่านั้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการทำ SEO เราไม่ต้องเสียเงินให้ Google เลย เพียงแต่เราต้องคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้ Google ได้จัดลำดับเว็บไซต์ของเราเป็นตำแหน่งแรก ๆ เท่านั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เว็บของเรามีคุณภาพแค่ไหน คอนเทนต์น่าสนใจเพียงใด มีจำนวน Keyword เหมาะสมพอที่ Google จะนำไปจัดลำดับหรือไม่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเมื่อเราทำ SEO แล้ว เว็บไซต์ของเราจะขึ้นไปอยู่หน้าแรกในทันทีทันใด เพราะกว่าที่เว็บไซต์ของเราจะขึ้นไปอยู่ลำดับต้น ๆ ได้ ต้องใช้เวลานับเดือน ดังนั้น เจ้าของธุรกิจหากคิดจะทำ SEO ก็ควรทำได้เลยทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเว็บไซต์ก่อนก็ได้ ส่วนคนที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว เมื่อทำ SEO ก็ให้ใจเย็น ๆ อย่าลืมว่าการที่เว็บใดเว็บหนึ่งจะถูกเลื่อนอันดับได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งระยะเวลาและการทำงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อไหร่ที่ Google เห็นว่าเว็บนั้น ๆ มีศักยภาพ ก็จะค่อย ๆ เลื่อนลำดับตำแหน่งหน้าเว็บขึ้นมาให้เองเรื่อย ๆ จนถึงหน้าแรกสุด (ลำดับ 1-10) ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งบนสุดคือตำแหน่งที่ทุกธุรกิจต่างแย่งชิง

ในโลกของการแข่งขัน มีหลายหนทางที่จะช่วยทำให้ธุรกิจของคุณนำหน้าคู่แข่งได้ และยืนอยู่บนโลกธุรกิจได้อย่างองอาจเข้มแข็ง เว็บไซต์ SEO คือหนทางหนึ่งที่ช่วยคุณได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม อย่าลืมศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องและมั่นใจ เพราะโลกธุรกิจคือโลกของผู้รู้จริงเท่านั้น

แจกกลยุทธ์ 5 ข้อสำหรับการทำ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์ที่ได้ผล

แจกกลยุทธ์ 5 ข้อสำหรับการทำ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์ที่ได้ผล

ปัจจุบันการทำธุรกิจเกิดการแข่งขันที่รุนแรง ต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา รวมทั้งข้อมูลของสินค้าและบริการจะต้องส่งตรงถึงผู้บริโภคด้วยความรวดเร็ว ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์จึงถือเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ตัวช่วยที่ได้ผล มีประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากมายคือการทำให้ข้อมูลสินค้าหรือบริการติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาในกูเกิ้ล (Google) หรือที่เรียกว่า SEO นั่นเอง วันนี้เราจะมาแจกกลยุทธ์การทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพเพื่อการทำการตลาดออนไลน์ที่ได้ผลกัน

SEO หรือ Search Engine Optimization คือกระบวนการบนโลกออนไลน์ที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถมองเห็นเว็บไซต์ของธุรกิจ ได้ทำความรู้จักสินค้าหรือบริการ ตลอดจนเกิดการซื้อขายสินค้าหรือบริการของธุรกิจได้จากการมองเห็นข้อมูลของเว็บไซต์ของธุรกิจจากการค้นหาในกูเกิ้ล (Google) ซึ่งสาเหตุที่ธุรกิจต้องทำ SEO เพราะปัจจุบันเมื่อผู้บริโภคต้องการค้นหาสินค้าหรือบริการใดก็จะเข้าไปค้นหาในกูเกิ้ล (Google) เป็นหลัก ดังนั้นธุรกิจจึงต้องทำ SEO ให้ดีโดยใช้กลยุทธ์ดังนี้

1.ทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจเป็นที่รู้จักต่อกลุ่มเป้าหมายด้วยการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สั้น กระชับ และตรงกับชื่อสินค้าหรือบริการของเรา เช่น ขายอาหารคลีน ก็ใช้คีย์เวิร์ดว่า อาหารคลีนราคาถูก ก็ได้ เพื่อให้นักท่องออนไลน์ทั้งหลายหาเว็บไซต์ธุรกิจให้เจอและได้มีโอกาสคลิกเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของธุรกิจได้

2.อันดับต่อมาเมื่อมีคนเข้ามาเห็นเว็บไซต์ของธุรกิจแล้วก็ต้องทำให้คนๆ นั้นสนใจกับเว็บไซต์ของธุรกิจให้นานและมากที่สุดโดยอาจใช้การออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้น่าสนใจ มีลูกเล่น หรือมีคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเพื่อให้เขารู้จักตัวตนของธุรกิจส่วนจะใช้บริการหรือซื้อสินค้าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมทางการตลาดที่แสดงอยู่บนหน้าเว็บไซต์ว่ามีความน่าสนใจและดึงดูดใจผู้บริโภคมากแค่ไหน

3.การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าจะไม่ใช่การสักแต่ขายของเพียงอย่างเดียว แต่การสร้างแบรนด์ให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคต่างหากที่สำคัญมากกว่า ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ของเราแล้ว เราก็ต้องให้อะไรที่เป็นประโยชน์กับเขาตอบแทนบ้าง เช่น ประโยชน์ของสินค้าหรือบริการที่แบรนด์ของเราทำอยู่ก็ได้ ซึ่งไม่ใช่การดึงเขาไว้เพื่อการขายของเป็นอันดับแรก

4.การขายของจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้บริโภครู้จักธุรกิจเพียงพอ เวลานี้จึงเป็นโอกาสเหมาะที่ธุรกิจสามารถโฆษณาถึงคุณสมบัติและประโยชน์หรือสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับอย่างเต็มที่ ทางเลือกอีกข้อคือการทำ Google Adwords หรือก็คือการซื้อโฆษณาเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้นก็ได้

5.สุดท้ายธุรกิจต้องมีการกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีการบอกต่อสินค้าหรือบริการของธุรกิจด้วยการรีวิวเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายเข้าไปก็ได้ ธุรกิจก็จะเป็นที่รู้จักและถูกบอกต่อไปเรื่อยๆ ทำให้คนรู้จักธุรกิจได้มากขึ้น

ในยุคที่ออนไลน์นำการใช้ชีวิตของผู้คนแบบนี้ การทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO ที่มีประสิทธิภาพถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจจะต้องใส่ใจเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ยั่งยืนมากขึ้น

มารู้จัก Keyword Research เพื่อต่อยอด SEO บนโลกออนไลน์

มารู้จัก Keyword Research เพื่อต่อยอด SEO บนโลกออนไลน์

หลักในการทำ SEO คอนเทนต์หรือเนื้อหาบทความคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มเป้าหมายค้นพบสิ่งที่กำลังมองหา ดังนั้นคอนเทนต์ที่ดี จึงต้องเริ่มจากความเข้าใจและอาศัยความร่วมมือระหว่างนักเขียนและนักการตลาด SEO เพื่อให้คอนเทนต์ส่งผลดีต่อผลิตภัณฑ์หรือเว็บไซต์ และสามารถเข้าถึงการค้นหาด้วย Keyword ซึ่งจะช่วยให้คอนเทนต์ หรืองานเขียนของเราติดอันดับการค้นหาของ Google การได้มาซึ่ง Keyword นั้นจำเป็นต้องมีการทำ Keyword Research แต่จะโดยวิธีใดวันนี้เราได้นำข้อมูลน่ารู้เกี่ยวกับความสำคัญและวิธีค้นหา Keyword มาฝากกันดังนี้ค่ะ

เพราะ Keyword ที่ดีนอกจากการค้นหาได้ง่ายแล้ว ยังช่วยเพิ่มโอกาสให้คนเข้าถึงเว็บไซต์ได้มากขึ้น และก่อให้เกิดมูลค่าทางการตลาด การได้มาซึ่ง Keyword ในงานเขียนแบบ SEO นิยมเลือกจากคำที่มีการค้นหาเป็นจำนวนมาก ถูกพบเจอได้โดยง่ายและรวดเร็ว เช่น เมื่อเราเขียนถึง วิธีค้นหาคีย์เวิร์ด สำหรับบทความ SEO คำที่เราควรเลือกใช้เป็นคีย์เวิร์ด ได้แก่ วิธีค้นหาคีย์เวิร์ด หรือ keyword research เป็นต้น

ดังนั้นKeyword ที่เลือกใช้จำเป็นต้องมีมูลค่าทางการตลาดที่เกิดจากความต้องการของผู้ซื้อ เช่น จำหน่ายชาอู่หลง Keyword ที่เหมาะสมคือ ได้แก่ ชาอู่หลงแจกฟรี หรือชาอู่หลงซื้อ 1 ฟรี 1 เป็นต้น เพราะคำว่าฟรี มักจะเป็นที่นิยมสูงในการค้นหา ช่วยให้ผู้ซื้อเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่ายขึ้นด้วย

Keyword Research คือการค้นหาคำที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือเว็บไซต์ เพื่อให้ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายค้นหาเจอในหน้าแรกของกูเกิ้ล เมื่อได้คำเหล่านั้นที่ต้องการใช้ ก็จะนำมาปรับใช้ในการเขียนบทความหรือคอนเทนต์แบบ SEO ความสำคัญ ของ keyword research จึงอยู่ที่คำหลักที่อยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย Keyword Research ที่ว่านี้มีให้เลือกหลายประเภทตามความนิยม ดังนี้

1.Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือหาคีย์เวิร์ดในGoogle AdWords สำหรับคนที่เริ่มต้นค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อทำเว็บไซต์

2.Google Trends สะดวกง่ายดายและที่สำคัญฟรี จุดเด่นคือการแสดงกราฟเปรียบเทียบคำที่เราต้องการค้นหา ช่วยให้เรารู้ว่าแต่ละคำมีแนวโน้ม.ผู้ค้นหามากน้อยอย่างไร

3.Keyword Research Tools มีข้อดีคือ ช่วยบอกปริมาณการค้นหาของคีย์เวิร์ด และช่วยค้นหาคีย์เวิร์ดแบบหางยาว หรือ long-tail keyword ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญสามารถใช้งานได้โดยไม่ต้องลงทะเบียน

4.Term Explorer ช่วยเจาะรายละเอียดของข้อมูลคำที่เราต้องการค้น เพื่อนำไปสรุปเป็นรายงานวิเคราะห์คำค้นได้อย่างมีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือ

5.Accuranker เป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้การค้นหาคีย์เวิร์ด มีประสิทธิภาพด้วย ระบบจัดเรียงอันดับคำค้นของเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่สามารถใช้งานร่วมกับ Google Analytics และ Google Search Console ได้

6.Serpstat เป็นเครื่องมือค้นหาที่ช่วยรวบรวมข้อมูลคำค้นหาที่คู่แข่งเลือกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยหาคำค้นหาแบบ long tail และแสดงแนวโน้มจำนวนการค้นหาของคีย์เวิร์ดแต่ละตัวให้ทราบอีกด้วย

รู้จัก Keyword Research มากขึ้นแล้วก็สามารถนำไปใช้ได้ทันที เพื่อต่อยอดธุรกิจออนไลน์ของคุณ ในการส่งเสริมให้มีผู้ใช้มากขึ้น เพิ่มโอกาสการขาย สร้างยอดกำไรให้กับธุรกิจ

การทำ SEO ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะติดอันดับการค้นหาบน Google

การทำ SEO ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะติดอันดับการค้นหาบน Google

SEO (Search Engine Optimization) คือวิธีอินเทรนด์ที่ทำให้บทความบนเว็บไซต์หรือเพจของเราไปติดอันดับในการค้นหาบนหน้า Google โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนการโฆษณาและได้ยอดคลิกที่เป็นธรรมชาติอีกด้วย แต่นอกจากวิธีการทำ SEO แล้ว บางคนอาจมีคำถามว่าแล้วนานไหมกว่าที่บทความของเราจะไปติดอันดับการค้นหาเหมือนกับเว็บอื่น ๆ วันนี้เราจึงจะมาไขข้อสงสัยให้นักทำ SEO มือใหม่ได้รู้ไปพร้อมกัน

ใช้เวลานานไหมกว่าบทความของเราจะติดอันดับการค้นหาบนหน้า Google

แม้การเขียน SEO จะเป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้เวลาในการทำให้บทความของเราติดอันดับด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้อาศัยประสบการณ์ในการวางแผน ศึกษากลุ่มเป้าหมาย คีย์เวิร์ด คู่แข่งและการวิเคราะห์ของเครื่องมือการค้นหาของ Google เพราะแน่นอนว่าการจะไปแทรกตัวในอันดับ 1 ถึง 10 ที่เขาติดอันดับหน้าแรกอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เนื่องจากบทความของเขามียอดคลิกจำนวนมากและมีความน่าเชื่อถือที่บทความของเรายังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น ดังนั้นมือใหม่จะต้องคิดวิเคราะห์ในการวางแผนทำ SEO ให้ดี

แต่อย่างไรก็ตามการทำ SEO ย่อมมีความยั่งยืนและดีกว่าการซื้อโฆษณาอย่างแน่นอน เพราะ SEO คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการรังสรรค์บทความขึ้นมาโดยอาศัยคีย์เวิร์ดที่เกิดจากการศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและเทคนิคในการวางแผน สิ่งที่ได้ตอบแทนมาก็คือยอดคลิกที่เป็นธรรมชาติหรือที่เราเรียกว่า Organic reach ที่จะช่วยให้เราสามารถติดอันดับการค้นหาได้นานและมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งต่างจากการซื้อโฆษณาหรือยอดคลิกที่แลกมากับเงินที่เรียกว่า Paid reach แม้การซื้อโฆษณาจะช่วยให้เราเห็นผลลัพธ์ได้เร็วขึ้นทันใจ แต่ก็ไม่สามารถนำไปสร้างดอกออกผลได้ในระยะยาวและทำให้เว็บไซต์เราตกอันดับได้ง่าย ๆ

แต่ก็ใช่ว่าการโฆษณาจะไม่มีข้อดี เพราะอีกทางหนึ่งสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจก็สามารถใช้การซื้อโฆษณาก่อนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเบื้องต้น และใช้เทคนิคการเขียนบทความ SEO ในภายหลังเพื่อทำให้เพจและเว็บไซต์ดำเนินไปได้ในระยะยาวนั่นเอง โดยปกติแล้วการทำ SEO จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อใช้เวลา 3-4 เดือนขึ้นไป และไม่สามารถรับประกันได้ว่าบทความของเราจะติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกบน Google ได้หรือไม่และเมื่อไหร่ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจะต้องศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและคีย์เวิร์ดเพื่อตีโจทย์ให้แตกและสร้างบทความที่เป็นที่ต้องการในกลุ่มค้นหานั้น ๆ ท้ายที่สุด หากเป็นบทความที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ก็จะได้ขึ้นอันดับการค้นหาดังที่คาดหวัง

ถึงแม้การแข่งขันจะสูง แต่โอกาสบทความของเราจะติดอันดับได้ก็มีเช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องใช้เวลา ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคในการสร้างสรรค์บทความให้ตรงต่อความต้องการของผู้ค้นหาและเครื่องมือวิเคราะห์การค้นหาของ Google แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่ายดาย แต่ก็ไม่ไกลเกินความสามารถ

หาเงินด้วยการเขียนบล็อก ปี 2021 พร้อมแนะ SEO สำหรับผู้เริ่มต้น

หาเงินด้วยการเขียนบล็อก ปี 2021 พร้อมแนะ SEO สำหรับผู้เริ่มต้น

แม้ว่าในปี 2021 เทรนด์การทำ VDO Content จะเป็นที่นิยมมากกว่าการเขียนบทความ แต่ต้องยอมรับว่าการเขียนบทความยังคงเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ให้กับ Blogger หน้าใหม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้หลายคนขาดรายได้และต้องการหาอาชีพเสริมที่สามารถปรับช่วงเวลาการทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยในบทความนี้จะแนะนำวิธีเริ่มต้นสร้างรายได้จากการเขียนบล็อกสำหรับผู้เริ่มต้น พร้อมแนะเทคนิค SEO เพื่อให้ติดอันดับในผลการค้นหาหน้าแรกของ Google ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกการหารายได้ให้กับคุณ

1.เลือกหมวดหมู่ ก่อนการลงมือสร้างบล็อก ควรเริ่มจากการเลือกหมวดหมู่ที่จะเขียนก่อน โดยการเลือกหมวดหมู่ในการเขียนบล็อกสามารถเลือกได้ทั้งการเขียนบล็อกจากความรู้ความสามารถของตัวเอง หรือเลือกจากความสนใจ หรืองานอดิเรกของผู้เขียน เพราะจะทำให้นักเขียนบล็อกมือใหม่สามารถเริ่มต้นได้ทันที มีความสนุกในการเขียน และได้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นด้วย

2.เลือกแพลตฟอร์มที่จะใช้ในการเผยแพร่ สำหรับการเขียนบทความสร้างรายได้ในอดีตอาจต้องมีความรู้เรื่องการสร้างเว็บไซต์ แต่ในปี 2021 นี้ผู้เริ่มต้นสามารถทำบล็อกสร้างรายได้บนแพลตฟอร์มที่ให้บริการฟรีได้โดยไม่ต้องมีความรู้ในการเขียนเว็บไซต์ เช่น Facebook, Twitter, Instagram หรือเว็บไซต์สำเร็จรูป เป็นต้น ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการจดโดเมนเนม, การเลือก Hosting ต่าง ๆ เพียงแต่ควรคำนึงถึงลักษณะการใช้งานของกลุ่มคนในแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเลือก Instagram ในการทำบล็อก ควรเน้นการใช้รูปภาพที่มีความน่าสนใจเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายและแทรกคำอธิบายด้วยบทความที่ไม่ยาวจนเกินไป เป็นต้น

3.เริ่มลงมือสร้างบล็อก เมื่อสามารถตัดสินใจได้แล้วว่าต้องการสร้างบล็อกเกี่ยวกับอะไรและเลือกแพลตฟอร์มได้แล้ว ก็สามารถลงมือสร้างบล็อกได้ทันที แต่ละแพลตฟอร์มจะมีวิธีการแตกต่างกัน แนะนำให้ศึกษาจากผู้อื่นที่สอนไว้ตาม Youtube หรืออ่านจากคำแนะนำของแพลตฟอร์มนั้น ๆ

4.เขียนบทความ เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้บล็อกเป็นแหล่งสร้างรายได้สำหรับมือใหม่ นักเขียนควรโพสต์บทความอย่างสม่ำเสมอและหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำ Search Engine Optimization (SEO) เพื่อผลักดันให้เว็บบล็อกถูกผู้คนค้นพบได้มากขึ้นและมีผู้ชมใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยหลักการขั้นแรกจะเป็นเรื่องของการเลือกคีย์เวิร์ดหรือคำที่มีกลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยมาแทรกลงในบทความ โดยใช้เครื่องมือ Keyword Research ตรวจสอบปริมาณการค้นหาและความยากง่ายในการแข่งขัน หลังจากนั้นจึงสร้างสรรค์บทความที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน โดยแทรกคีย์เวิร์ดที่หวังผลในส่วนต่าง ๆ คือ Title, Meta Description รวมถึงในเนื้อหาและหัวข้อสำคัญส่วนต่าง ๆ โดยทำบทความเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

5.หารายได้จากบล็อก เมื่อสร้างบล็อกและอัปเดตบทความไปได้ระยะหนึ่ง บล็อกเหล่านี้จะสามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง เช่น การโพสต์ขายสินค้าของตัวเองบนบล็อก หรือการรับรีวิวสินค้า/บริการที่เกี่ยวข้องกับบล็อก รวมถึงการให้พื้นที่วางโฆษณาบนบล็อก เป็นต้น

การเริ่มต้นสร้างบล็อกเพื่อสร้างรายได้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมือใหม่อีกต่อไป เพียงแต่ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ในการทำ SEO บนแพล็ตฟอร์มที่เลือกเพื่อปรับให้บล็อกมีคุณภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์จากกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยให้ตั้งเป้าหมายในการติดอันดับหน้าแรกของผลการค้นหา หากทำได้ก็จะช่วยให้มีผู้ชมมากขึ้น เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ตามมาอย่างไม่ขาดสาย

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ สำหรับธุรกิจ

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ สำหรับธุรกิจ

ในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การตลาดออนไลน์มาแรงสุด ๆ ทำให้ไม่มีนักการตลาดออนไลน์คนใดไม่รู้จักการทำ SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของผลการค้นหาของ Search Engine การทำ SEO จึงต้องอาศัยการออกแบบเว็บไซต์ให้สมบูรณ์แบบทั้งปัจจัยภายใน หรือ On-page และปัจจัยภายนอก หรือ Off-page ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องดำเนินควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรก และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของธุรกิจ

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ เพื่อธุรกิจ

On-page SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ธุรกิจเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดี อีกทั้งยังเป็นการทำให้ Search Engine รู้ว่าเว็บไซต์เรานั้นเกี่ยวกับอะไรหรือให้บริการอะไรบ้าง โดยการทำ On-page มีองค์ประกอบหลายอย่างและอาศัยปัจจัยภายในทั้งหมด ยกตัวอย่าง

  • คีย์เวิร์ดต้องใช่ : วิเคราะห์คีย์เวิร์ดและเลือกใช้คีย์เวิร์ดตรงตามการค้นหาของกลุ่มเป้าหมาย
  • คอนเทนต์ต้องดี : ออกแบบคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ ความยาวเหมาะสม ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และอย่าลืมแทรกคีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์
  • ตั้งชื่อรูปภาพให้ระบบอ่านออก : ตั้งชื่อภาพให้ Search Engine อ่านออก แทนการตั้งชื่อด้วยตัวเลขหรือข้อความที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ
  • URL เป็นมิตร : ไม่ใช้สัญลักษณ์ที่อ่านไม่ออก เพราะนอกจากช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือแล้ว ยังทำให้ Search Engine เข้าใจเรื่องราวในเว็บไซต์คุณอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกตัวอย่างเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายองค์ประกอบเพื่อการทำ On-page ให้สมบูรณ์แบบ โดยประโยชน์ของการทำ On-page คือ ทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่าย และทำให้ Search Engine เข้าใจว่าเว็บไซต์ของคุณกำลังนำเสนอเกี่ยวกับอะไร และแน่นอนว่าถ้าติดอันดับหน้าแรกก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาและเจอเว็บไซต์ของคุณก่อนเว็บไซต์อื่นนั่นเอง

เมื่อ On-page คือการปรับแต่งปัจจัยภายในเว็บไซต์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น Off-page ก็คือการพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพื่อเพิ่มคะแนนแก่เว็บไซต์ โดยวิธีที่นิยมคือการทำ Backlink หรือการไปฝากลิงก์กับเว็บไซต์อื่น โดยหากกลุ่มเป้าหมายเห็นว่าเว็บไซต์หรือคอนเทนต์เราน่าสนใจก็จะคลิกลิงก์มายังเว็บไซต์เรา เป็นผลให้เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น และหากมีจำนวนคลิกเข้าชมเยอะขึ้น แน่นอนว่า Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์เราน่าเชื่อถือและจะทำให้อันดับดีขึ้นนั่นเอง

เพราะการทำ Backlink จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ และยังทำให้ Search Engine เชื่อถือ ทำให้นักการตลาดออนไลน์หลายคนเลือกใช้วิธีทำสแปมเพื่อไต่อันดับ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะ Search Engine สามารถตรวจจับความผิดปกติของลิงก์ได้ และหากจับได้ขึ้นมาเว็บไซต์ของคุณจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นหน้าแรกของ Search Engine อีกเลย

เมื่อ On-page และ Off-page เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปคู่กันแล้ว นักการตลาดออนไลน์จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่ Search Engine อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคะแนนให้แก่เว็บไซต์ และทำให้เว็บไซต์ของคุณก้าวสู่หน้าแรกของ Search Engine เป็นผลให้กลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามายังเว็บไซต์มากขึ้น เพิ่มโอกาสการซื้อสินค้าและบริการ

บอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

บอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแวดวงการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน การได้พื้นที่โฆษณาบน Google ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้น ๆ เข้าถึงลูกค้าทีเป็นกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งหลายธุรกิจก็เลือกที่จะจ่ายเงินซื้อโฆษณากับ Google หรือที่เรียกว่า Google Adwords แต่ก็มีอีกหลายเจ้าที่เลือกจะทำ SEO เพื่อหวังให้เว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้อันดับดี ๆ ในหน้าค้นหาของ Google โดยไม่เสียเงิน ซึ่งการจะทำ SEO ให้ได้อันดับที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องอาศัยเทคนิคหลายอย่าง ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาบอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

1.การตั้งชื่อหัวข้อ-ชื่อเรื่อง
สำหรับการเลือกชื่อหัวข้อหรือชื่อเรื่องของคอนเทนต์ SEO ควรตั้งชื่อให้สอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหาที่อยู่ภายในคอนเทนต์นั้น ๆ และที่สำคัญต้องมี “คีย์เวิร์ด” ที่เราเลือกใช้ในเนื้อหาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย เช่น หากเลือกใช้คีย์เวิร์ดว่า “รองเท้าวิ่งออกกำลังกาย” ในส่วนของเนื้อหา เราก็ควรต้องมีคีย์เวิร์ดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ Google จะจัดให้เว็บไซต์ของเราได้อันดับดี ๆ แล้ว ยังช่วยให้คอนเทนต์หรือบทความของเราสื่อสารกับผู้อ่านได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

2.Meta Description
เป็นส่วนที่คล้ายกับบทเกริ่นนำสั้น ๆ ที่อธิบายว่าบทความของเราเกี่ยวเรื่องอะไร หรืออาจจะเป็นการสรุปใจความสั้น ๆ กระชับ แต่น่าสนใจ เพื่อสร้างความดึงดูดให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน และข้อสำคัญก็คือ ควรจะมี คีย์เวิร์ด ที่เราใช้ในเนื้อหาอยู่ในส่วนของ Meta Description ด้วย

3.ลิงค์เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์
นอกจากการมีคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่สดใหม่มีคุณภาพแล้ว เรายังควรจะสร้างลิงค์เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ในจำนวนพอเหมาะ ไม่ถี่เกินไปจนทำให้ผู้อ่านรำคาน ส่วนใหญ่มักเป็นลิงค์ที่นำผู้อ่านไปยังหน้าสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังผ่าน เช่น หากทำธุรกิจเกี่ยวของเล่นเด็ก เราอาจจะสร้างคอนเทนต์หรือบทความแนะนำของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยต่าง ๆ โดยมีลิงค์ที่จะนำผู้อ่านไปยังหน้าเลือกซื้อสินค้าของเราปะปนอยู่ในเนื้อหานั่นเอง

4.การใช้คีย์เวิร์ด
แม้ว่าหัวใจสำคัญของการทำ SEO คือ การใช้ คีย์เวิร์ด แต่การใช้คำซ้ำกันบ่อย ๆ ในบทความจนดูผิดธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เพราะ Google จะมองว่าเป็น “สแปม” ทางที่ดีควรใช้คำตามความเหมาะสม นอกจากชื่อเรื่อง ชื่อหัวข้อ และ Meta Description แล้ว ในส่วนของเนื้อหาไม่ควรใช้คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กันเกิน 2-3 ครั้ง

5.การใช้รูปภาพ
การใช้รูปภาพในเว็บไซต์ควรใช้รูปที่มีความสดใหม่ ไม่ควร Copy รูปภาพที่ของเว็บไซต์อื่นใน Google หากเป็นรูปที่เราถ่ายด้วยตัวเองได้จะยิ่งดี เพราะการใช้รูปภาพที่อยู่ใน Google นอกจากอาจทำให้มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ตามมาแล้ว ยังส่งผลต่อการจัดอันดับอีกด้วย