การทำ SEO ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะติดอันดับการค้นหาบน Google

การทำ SEO ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะติดอันดับการค้นหาบน Google

SEO (Search Engine Optimization) คือวิธีอินเทรนด์ที่ทำให้บทความบนเว็บไซต์หรือเพจของเราไปติดอันดับในการค้นหาบนหน้า Google โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายเหมือนการโฆษณาและได้ยอดคลิกที่เป็นธรรมชาติอีกด้วย แต่นอกจากวิธีการทำ SEO แล้ว บางคนอาจมีคำถามว่าแล้วนานไหมกว่าที่บทความของเราจะไปติดอันดับการค้นหาเหมือนกับเว็บอื่น ๆ วันนี้เราจึงจะมาไขข้อสงสัยให้นักทำ SEO มือใหม่ได้รู้ไปพร้อมกัน

ใช้เวลานานไหมกว่าบทความของเราจะติดอันดับการค้นหาบนหน้า Google

แม้การเขียน SEO จะเป็นวิธีที่เสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่ก็ต้องแลกมากับการใช้เวลาในการทำให้บทความของเราติดอันดับด้วยเช่นกัน ซึ่งสิ่งนี้อาศัยประสบการณ์ในการวางแผน ศึกษากลุ่มเป้าหมาย คีย์เวิร์ด คู่แข่งและการวิเคราะห์ของเครื่องมือการค้นหาของ Google เพราะแน่นอนว่าการจะไปแทรกตัวในอันดับ 1 ถึง 10 ที่เขาติดอันดับหน้าแรกอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ เลย เนื่องจากบทความของเขามียอดคลิกจำนวนมากและมีความน่าเชื่อถือที่บทความของเรายังไม่ได้ไปถึงจุดนั้น ดังนั้นมือใหม่จะต้องคิดวิเคราะห์ในการวางแผนทำ SEO ให้ดี

แต่อย่างไรก็ตามการทำ SEO ย่อมมีความยั่งยืนและดีกว่าการซื้อโฆษณาอย่างแน่นอน เพราะ SEO คือการใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการรังสรรค์บทความขึ้นมาโดยอาศัยคีย์เวิร์ดที่เกิดจากการศึกษาความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและเทคนิคในการวางแผน สิ่งที่ได้ตอบแทนมาก็คือยอดคลิกที่เป็นธรรมชาติหรือที่เราเรียกว่า Organic reach ที่จะช่วยให้เราสามารถติดอันดับการค้นหาได้นานและมีความน่าเชื่อถือ ซึ่งต่างจากการซื้อโฆษณาหรือยอดคลิกที่แลกมากับเงินที่เรียกว่า Paid reach แม้การซื้อโฆษณาจะช่วยให้เราเห็นผลลัพธ์ได้เร็วขึ้นทันใจ แต่ก็ไม่สามารถนำไปสร้างดอกออกผลได้ในระยะยาวและทำให้เว็บไซต์เราตกอันดับได้ง่าย ๆ

แต่ก็ใช่ว่าการโฆษณาจะไม่มีข้อดี เพราะอีกทางหนึ่งสำหรับผู้เริ่มต้นธุรกิจก็สามารถใช้การซื้อโฆษณาก่อนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเบื้องต้น และใช้เทคนิคการเขียนบทความ SEO ในภายหลังเพื่อทำให้เพจและเว็บไซต์ดำเนินไปได้ในระยะยาวนั่นเอง โดยปกติแล้วการทำ SEO จะประสบความสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อใช้เวลา 3-4 เดือนขึ้นไป และไม่สามารถรับประกันได้ว่าบทความของเราจะติดอันดับการค้นหาในหน้าแรกบน Google ได้หรือไม่และเมื่อไหร่ ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจะต้องศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับกลุ่มเป้าหมายและคีย์เวิร์ดเพื่อตีโจทย์ให้แตกและสร้างบทความที่เป็นที่ต้องการในกลุ่มค้นหานั้น ๆ ท้ายที่สุด หากเป็นบทความที่ตรงใจกลุ่มเป้าหมาย ก็จะได้ขึ้นอันดับการค้นหาดังที่คาดหวัง

ถึงแม้การแข่งขันจะสูง แต่โอกาสบทความของเราจะติดอันดับได้ก็มีเช่นเดียวกัน เพียงแต่ต้องใช้เวลา ประสบการณ์ ความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคในการสร้างสรรค์บทความให้ตรงต่อความต้องการของผู้ค้นหาและเครื่องมือวิเคราะห์การค้นหาของ Google แม้จะเป็นเรื่องไม่ง่ายดาย แต่ก็ไม่ไกลเกินความสามารถ

หาเงินด้วยการเขียนบล็อก ปี 2021 พร้อมแนะ SEO สำหรับผู้เริ่มต้น

หาเงินด้วยการเขียนบล็อก ปี 2021 พร้อมแนะ SEO สำหรับผู้เริ่มต้น

แม้ว่าในปี 2021 เทรนด์การทำ VDO Content จะเป็นที่นิยมมากกว่าการเขียนบทความ แต่ต้องยอมรับว่าการเขียนบทความยังคงเป็นช่องทางที่สามารถสร้างรายได้ให้กับ Blogger หน้าใหม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ทำให้หลายคนขาดรายได้และต้องการหาอาชีพเสริมที่สามารถปรับช่วงเวลาการทำงานได้ด้วยตัวเอง โดยในบทความนี้จะแนะนำวิธีเริ่มต้นสร้างรายได้จากการเขียนบล็อกสำหรับผู้เริ่มต้น พร้อมแนะเทคนิค SEO เพื่อให้ติดอันดับในผลการค้นหาหน้าแรกของ Google ซึ่งจะช่วยเพิ่มทางเลือกการหารายได้ให้กับคุณ

1.เลือกหมวดหมู่ ก่อนการลงมือสร้างบล็อก ควรเริ่มจากการเลือกหมวดหมู่ที่จะเขียนก่อน โดยการเลือกหมวดหมู่ในการเขียนบล็อกสามารถเลือกได้ทั้งการเขียนบล็อกจากความรู้ความสามารถของตัวเอง หรือเลือกจากความสนใจ หรืองานอดิเรกของผู้เขียน เพราะจะทำให้นักเขียนบล็อกมือใหม่สามารถเริ่มต้นได้ทันที มีความสนุกในการเขียน และได้ความรู้เพิ่มพูนขึ้นด้วย

2.เลือกแพลตฟอร์มที่จะใช้ในการเผยแพร่ สำหรับการเขียนบทความสร้างรายได้ในอดีตอาจต้องมีความรู้เรื่องการสร้างเว็บไซต์ แต่ในปี 2021 นี้ผู้เริ่มต้นสามารถทำบล็อกสร้างรายได้บนแพลตฟอร์มที่ให้บริการฟรีได้โดยไม่ต้องมีความรู้ในการเขียนเว็บไซต์ เช่น Facebook, Twitter, Instagram หรือเว็บไซต์สำเร็จรูป เป็นต้น ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการจดโดเมนเนม, การเลือก Hosting ต่าง ๆ เพียงแต่ควรคำนึงถึงลักษณะการใช้งานของกลุ่มคนในแต่ละแพลตฟอร์มเพื่อดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมาย เช่น การเลือก Instagram ในการทำบล็อก ควรเน้นการใช้รูปภาพที่มีความน่าสนใจเพื่อดึงดูดกลุ่มเป้าหมายและแทรกคำอธิบายด้วยบทความที่ไม่ยาวจนเกินไป เป็นต้น

3.เริ่มลงมือสร้างบล็อก เมื่อสามารถตัดสินใจได้แล้วว่าต้องการสร้างบล็อกเกี่ยวกับอะไรและเลือกแพลตฟอร์มได้แล้ว ก็สามารถลงมือสร้างบล็อกได้ทันที แต่ละแพลตฟอร์มจะมีวิธีการแตกต่างกัน แนะนำให้ศึกษาจากผู้อื่นที่สอนไว้ตาม Youtube หรืออ่านจากคำแนะนำของแพลตฟอร์มนั้น ๆ

4.เขียนบทความ เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยให้บล็อกเป็นแหล่งสร้างรายได้สำหรับมือใหม่ นักเขียนควรโพสต์บทความอย่างสม่ำเสมอและหมั่นศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการทำ Search Engine Optimization (SEO) เพื่อผลักดันให้เว็บบล็อกถูกผู้คนค้นพบได้มากขึ้นและมีผู้ชมใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยหลักการขั้นแรกจะเป็นเรื่องของการเลือกคีย์เวิร์ดหรือคำที่มีกลุ่มเป้าหมายค้นหาบ่อยมาแทรกลงในบทความ โดยใช้เครื่องมือ Keyword Research ตรวจสอบปริมาณการค้นหาและความยากง่ายในการแข่งขัน หลังจากนั้นจึงสร้างสรรค์บทความที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งาน โดยแทรกคีย์เวิร์ดที่หวังผลในส่วนต่าง ๆ คือ Title, Meta Description รวมถึงในเนื้อหาและหัวข้อสำคัญส่วนต่าง ๆ โดยทำบทความเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ

5.หารายได้จากบล็อก เมื่อสร้างบล็อกและอัปเดตบทความไปได้ระยะหนึ่ง บล็อกเหล่านี้จะสามารถสร้างรายได้จากหลายช่องทาง เช่น การโพสต์ขายสินค้าของตัวเองบนบล็อก หรือการรับรีวิวสินค้า/บริการที่เกี่ยวข้องกับบล็อก รวมถึงการให้พื้นที่วางโฆษณาบนบล็อก เป็นต้น

การเริ่มต้นสร้างบล็อกเพื่อสร้างรายได้ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับมือใหม่อีกต่อไป เพียงแต่ต้องหมั่นศึกษาหาความรู้ในการทำ SEO บนแพล็ตฟอร์มที่เลือกเพื่อปรับให้บล็อกมีคุณภาพ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์จากกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น โดยให้ตั้งเป้าหมายในการติดอันดับหน้าแรกของผลการค้นหา หากทำได้ก็จะช่วยให้มีผู้ชมมากขึ้น เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ตามมาอย่างไม่ขาดสาย

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ สำหรับธุรกิจ

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ สำหรับธุรกิจ

ในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การตลาดออนไลน์มาแรงสุด ๆ ทำให้ไม่มีนักการตลาดออนไลน์คนใดไม่รู้จักการทำ SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของผลการค้นหาของ Search Engine การทำ SEO จึงต้องอาศัยการออกแบบเว็บไซต์ให้สมบูรณ์แบบทั้งปัจจัยภายใน หรือ On-page และปัจจัยภายนอก หรือ Off-page ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องดำเนินควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรก และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของธุรกิจ

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ เพื่อธุรกิจ

On-page SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ธุรกิจเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดี อีกทั้งยังเป็นการทำให้ Search Engine รู้ว่าเว็บไซต์เรานั้นเกี่ยวกับอะไรหรือให้บริการอะไรบ้าง โดยการทำ On-page มีองค์ประกอบหลายอย่างและอาศัยปัจจัยภายในทั้งหมด ยกตัวอย่าง

  • คีย์เวิร์ดต้องใช่ : วิเคราะห์คีย์เวิร์ดและเลือกใช้คีย์เวิร์ดตรงตามการค้นหาของกลุ่มเป้าหมาย
  • คอนเทนต์ต้องดี : ออกแบบคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ ความยาวเหมาะสม ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และอย่าลืมแทรกคีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์
  • ตั้งชื่อรูปภาพให้ระบบอ่านออก : ตั้งชื่อภาพให้ Search Engine อ่านออก แทนการตั้งชื่อด้วยตัวเลขหรือข้อความที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ
  • URL เป็นมิตร : ไม่ใช้สัญลักษณ์ที่อ่านไม่ออก เพราะนอกจากช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือแล้ว ยังทำให้ Search Engine เข้าใจเรื่องราวในเว็บไซต์คุณอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกตัวอย่างเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายองค์ประกอบเพื่อการทำ On-page ให้สมบูรณ์แบบ โดยประโยชน์ของการทำ On-page คือ ทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่าย และทำให้ Search Engine เข้าใจว่าเว็บไซต์ของคุณกำลังนำเสนอเกี่ยวกับอะไร และแน่นอนว่าถ้าติดอันดับหน้าแรกก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาและเจอเว็บไซต์ของคุณก่อนเว็บไซต์อื่นนั่นเอง

เมื่อ On-page คือการปรับแต่งปัจจัยภายในเว็บไซต์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น Off-page ก็คือการพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพื่อเพิ่มคะแนนแก่เว็บไซต์ โดยวิธีที่นิยมคือการทำ Backlink หรือการไปฝากลิงก์กับเว็บไซต์อื่น โดยหากกลุ่มเป้าหมายเห็นว่าเว็บไซต์หรือคอนเทนต์เราน่าสนใจก็จะคลิกลิงก์มายังเว็บไซต์เรา เป็นผลให้เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น และหากมีจำนวนคลิกเข้าชมเยอะขึ้น แน่นอนว่า Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์เราน่าเชื่อถือและจะทำให้อันดับดีขึ้นนั่นเอง

เพราะการทำ Backlink จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ และยังทำให้ Search Engine เชื่อถือ ทำให้นักการตลาดออนไลน์หลายคนเลือกใช้วิธีทำสแปมเพื่อไต่อันดับ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะ Search Engine สามารถตรวจจับความผิดปกติของลิงก์ได้ และหากจับได้ขึ้นมาเว็บไซต์ของคุณจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นหน้าแรกของ Search Engine อีกเลย

เมื่อ On-page และ Off-page เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปคู่กันแล้ว นักการตลาดออนไลน์จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่ Search Engine อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคะแนนให้แก่เว็บไซต์ และทำให้เว็บไซต์ของคุณก้าวสู่หน้าแรกของ Search Engine เป็นผลให้กลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามายังเว็บไซต์มากขึ้น เพิ่มโอกาสการซื้อสินค้าและบริการ

บอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

บอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแวดวงการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน การได้พื้นที่โฆษณาบน Google ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้น ๆ เข้าถึงลูกค้าทีเป็นกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งหลายธุรกิจก็เลือกที่จะจ่ายเงินซื้อโฆษณากับ Google หรือที่เรียกว่า Google Adwords แต่ก็มีอีกหลายเจ้าที่เลือกจะทำ SEO เพื่อหวังให้เว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้อันดับดี ๆ ในหน้าค้นหาของ Google โดยไม่เสียเงิน ซึ่งการจะทำ SEO ให้ได้อันดับที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องอาศัยเทคนิคหลายอย่าง ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาบอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

1.การตั้งชื่อหัวข้อ-ชื่อเรื่อง
สำหรับการเลือกชื่อหัวข้อหรือชื่อเรื่องของคอนเทนต์ SEO ควรตั้งชื่อให้สอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหาที่อยู่ภายในคอนเทนต์นั้น ๆ และที่สำคัญต้องมี “คีย์เวิร์ด” ที่เราเลือกใช้ในเนื้อหาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย เช่น หากเลือกใช้คีย์เวิร์ดว่า “รองเท้าวิ่งออกกำลังกาย” ในส่วนของเนื้อหา เราก็ควรต้องมีคีย์เวิร์ดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ Google จะจัดให้เว็บไซต์ของเราได้อันดับดี ๆ แล้ว ยังช่วยให้คอนเทนต์หรือบทความของเราสื่อสารกับผู้อ่านได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

2.Meta Description
เป็นส่วนที่คล้ายกับบทเกริ่นนำสั้น ๆ ที่อธิบายว่าบทความของเราเกี่ยวเรื่องอะไร หรืออาจจะเป็นการสรุปใจความสั้น ๆ กระชับ แต่น่าสนใจ เพื่อสร้างความดึงดูดให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน และข้อสำคัญก็คือ ควรจะมี คีย์เวิร์ด ที่เราใช้ในเนื้อหาอยู่ในส่วนของ Meta Description ด้วย

3.ลิงค์เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์
นอกจากการมีคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่สดใหม่มีคุณภาพแล้ว เรายังควรจะสร้างลิงค์เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ในจำนวนพอเหมาะ ไม่ถี่เกินไปจนทำให้ผู้อ่านรำคาน ส่วนใหญ่มักเป็นลิงค์ที่นำผู้อ่านไปยังหน้าสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังผ่าน เช่น หากทำธุรกิจเกี่ยวของเล่นเด็ก เราอาจจะสร้างคอนเทนต์หรือบทความแนะนำของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยต่าง ๆ โดยมีลิงค์ที่จะนำผู้อ่านไปยังหน้าเลือกซื้อสินค้าของเราปะปนอยู่ในเนื้อหานั่นเอง

4.การใช้คีย์เวิร์ด
แม้ว่าหัวใจสำคัญของการทำ SEO คือ การใช้ คีย์เวิร์ด แต่การใช้คำซ้ำกันบ่อย ๆ ในบทความจนดูผิดธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เพราะ Google จะมองว่าเป็น “สแปม” ทางที่ดีควรใช้คำตามความเหมาะสม นอกจากชื่อเรื่อง ชื่อหัวข้อ และ Meta Description แล้ว ในส่วนของเนื้อหาไม่ควรใช้คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กันเกิน 2-3 ครั้ง

5.การใช้รูปภาพ
การใช้รูปภาพในเว็บไซต์ควรใช้รูปที่มีความสดใหม่ ไม่ควร Copy รูปภาพที่ของเว็บไซต์อื่นใน Google หากเป็นรูปที่เราถ่ายด้วยตัวเองได้จะยิ่งดี เพราะการใช้รูปภาพที่อยู่ใน Google นอกจากอาจทำให้มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ตามมาแล้ว ยังส่งผลต่อการจัดอันดับอีกด้วย

SEO กับ SEM จำเป็นต้องทำคู่กันหรือไม่

SEO กับ SEM จำเป็นต้องทำคู่กันหรือไม่

ในปัจจุบัน ธุรกิจออนไลน์ทุกประเภทหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการทำ SEO และ SEM ซึ่งหลายคนอาจสงสัยในความหมายและความแตกต่าง ทั้งมีคำถามว่าจำเป็นต้องทำสองวิธีนี้ควบคู่กันหรือไม่ เรามาดูข้อมูลที่น่าสนใจกัน ดังนี้

SEO
ย่อจากคำว่า search engine optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ออนไลน์ในหลากหลายด้าน เช่น การวางโครงสร้างคอลัมน์ เมนู ระบบอีคอมเมิร์ซ การใส่เนื้อหาและมัลติมีเดีย การเชื่อมโยงลิงก์เพจ ฯลฯ เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการวิเคราะห์ของ Google ในการเปรียบเทียบมาตรฐานระหว่างเว็บไซต์ ที่ใช้คีย์เวิร์ดสืบค้นเดียวกัน เว็บไซต์ที่มีคะแนนคุณภาพสูงกว่าจะได้โอกาสปรากฏในอันดับด้านบนของ Google จึงส่งผลลัพธ์ให้ได้รับยอดการขายสินค้าที่ดีจากลูกค้าที่เชื่อมั่นในเว็บไซต์อันดับบนมากกว่าอันดับด้านล่าง โดยกว่า 70% ของลูกค้าจะนิยมสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับ 1 ถึง 3 เท่านั้น
การทำ SEO จำเป็นต้องทำตลอดทั้งปี เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมคุณภาพในเว็บไซต์ของคุณนาน 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป ดังนั้น ควรเลือกจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำ SEO หรือหากเป็นบริษัทขนาดเล็กที่ต้องการประหยัด เจ้าของเว็บไซต์สามารถทำด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะสามารถสังเกตเห็นสถิติการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีว่ามีอัตราการเข้าชมมากน้อยเพียงใด หรือผู้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์มาจากการสืบค้นผ่าน keyword ใดบ้าง

SEM
หรือ search engine marketing เป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์ที่มีการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาตำแหน่งต่าง ๆ ใน Google ซึ่ง Keyword มีราคาประมูลและค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งต่างกัน ขึ้นอยู่ความนิยมของคู่แข่ง เช่น ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่จะมี keyword ที่แข่งขันสูงมาก คือคำว่า ของขวัญ จึงต้องจ่ายค่า SEM สูงมาก แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับออเดอร์อย่างมากจากลูกค้า ซึ่งเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการโฆษณาและทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าบริษัทขนาดเล็กและกลางควรคำนวณงบประมาณเพื่อการทำ SEM ให้ละเอียด เพราะส่งผลต่อต้นทุนทางธุรกิจอย่างมาก และไม่ต้องทำ SEM ตลอดปี เพียงเลือกช่วงเวลาที่ต้องการกระตุ้นยอดขายหรือเพื่อแจ้งข่าวสารการออกโปรโมชันใหม่ ๆ ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เห็น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ดีสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดไม่นาน เพราะสามารถทำ SEM ได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ และจะได้รับผู้เยี่ยมชมทันทีที่โฆษณาแสดงและถูกคลิก แต่ทั้งนี้ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องข้อมูลและรูปภาพในเว็บไซต์ให้เพียงพอต่อการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าและบริการด้วย

จากที่กล่าวมา คงทำให้ทุกท่านได้เห็นความหมายและความแตกต่างของการทำ SEO และ SEM และแสดงให้เห็นว่าทั้งสองวิธีจะแยกกันทำหรือทำควบคู่กันก็ได้ เพราะทั้งสองแบบก็มีประโยชน์เพื่อส่งเสริมการขายทั้งคู่ ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจทำ SEO และ SEM ก็ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดด้วย เพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การทำ SEO สำคัญอย่างไร

การทำ SEO สำคัญอย่างไร

การขายของออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง มีความนิยมเปิดเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังไวรัสโควิดระบาดที่คนเก็บตัวอยู่บ้านและมีพฤติกรรมซื้อสินค้าต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ตให้จัดส่งถึงบ้านเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เนื่องจากเป็นการปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีการดาวน์โหลดปลั๊กอินต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการขาย เช่น ระบบ woocommerce ร่วมกับประเด็นสำคัญ คือ การใส่เนื้อหาในเว็บไซต์ที่คัดเลือก keyword มาเป็นอย่างดี วางตำแหน่งกระจายในส่วนต่าง ๆ ทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ระบบอัลกอริทึมของกูเกิ้ลมาเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ หากคะแนน SEO สูงจะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับบน ๆ เมื่อคนค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนั้น ๆ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

การทำ SEO สำคัญต่อการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้า เว็บไซต์ที่มีการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการอัปเดตบทความใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า โดยมีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ การใช้รูปภาพที่ส่งเสริมการขายแบบไม่ผิดลิขสิทธิ์ มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ SEO อันดับดียิ่งขึ้น รวมถึงการทำลิงก์เชื่อมโยงระหว่างเพจคุณภาพดีต่าง ๆ ที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคนรู้จักมากขึ้นหรือมีฐานผู้นิยมกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อการอยู่รอดของธุรกิจทุกประเภท

การทำ SEO สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองหรืออาจจะใช้บริการรับทำเว็บไซต์ SEO ของบริษัทเอกชนที่มีอยู่มากมาย โดยจ้างตามระยะสัญญา 6 เดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งควรเลือกจากบริษัทที่ไว้ใจได้ มีผลงานชัดเจนเป็นมืออาชีพ จะช่วยให้ไม่พลาดโอกาสแข่งขันทางธุรกิจกับเว็บไซต์คู่แข่ง และทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำเว็บไซต์หรือแบรนด์สินค้าของคุณได้อย่างรวดเร็ว

ในกรณีที่คุณมองหาช่องทางประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดแนะนำว่าการทำ SEO จะตอบโจทย์ในประเด็นนี้ได้อย่างดี เพราะไม่มีผู้ใดสามารถผูกขาดอันดับเว็บไซต์ได้จากการที่ระบบ algorithm ทำงานอย่างซับซ้อน ขอเพียงทำ SEO ตามระบบที่กูเกิ้ลแนะนำแนวทางไว้ ก็สามารถลดต้นทุนในการทำธุรกิจออนไลน์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปได้เดือนละหลายหมื่นบาท และหากคุณมีแนวคิดจะทำเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายต่อ การทำ SEO ก็ยิ่งมีความสำคัญ เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ยิ่งมีค่าสถิติที่ดี ก็จะทำให้ขายได้ราคาสูงมากขึ้นตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำเว็บไซต์ SEO นั้นเป็นเรื่องจำเป็นในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเพื่อการขายสินค้าออนไลน์หรือเพื่อการจำหน่ายตัวเว็บไซต์เองในอนาคต ขอเพียงตั้งใจทำตามระบบที่ Google แนะนำ ก็จะประสบความสำเร็จได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน

สิ่งที่คุณจะพลาดไป ถ้าไม่ทำ SEO ให้เว็บไซต์

สิ่งที่คุณจะพลาดไป ถ้าไม่ทำ SEO ให้เว็บไซต์

คนยุคใหม่นิยมศึกษาข้อมูลและซื้อสินค้าผ่านระบบอินเทอร์เน็ต การทำเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์จึงเป็นเทรนด์สร้างรายได้ที่ได้รับความนิยม คนจำนวนไม่น้อยที่อยากมีธุรกิจผลิตสินค้าเป็นแบรนด์ของตัวเองจึงหันมาศึกษาการทำเว็บไซต์มากขึ้น แต่ก็มีเจ้าของกิจการจำนวนไม่น้อยที่ละเลยการเรียนรู้ด้าน SEO จึงทำให้พลาดโอกาสหลายอย่าง ไม่สามารถประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจออนไลน์ได้ตามต้องการ

กลุ่มคนที่ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ จะมีอันดับในการสืบค้นที่ดี และหากทำการโฆษณาเสริมด้วย ก็จะยิ่งเพิ่มความน่าเชื่อถือ และมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าตามเทศกาลมากขึ้น หากคุณไม่ทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ก็ยิ่งต้องเตรียมค่าใช้จ่ายกับการซื้อพื้นที่โฆษณา หรือการทำแบนเนอร์ประชาสัมพันธ์ข้อมูลอยู่ตลอดเวลาทั้งปี โดยเฉลี่ยจึงทำให้คุณเสียค่าใช้จ่ายรายเดือนมากกว่านั่นเอง ถ้าคุณอยากขยายตลาดไปยังลูกค้าที่อยู่ในยุโรป จีนญี่ปุ่น ฯลฯ คุณต้องทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เป็นระบบ 2 หรือ 3 ภาษา เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้น อย่าลืมว่าคู่แข่งทางธุรกิจของคุณจะไม่จำกัดเฉพาะเจ้าของกิจการคนไทย แต่ยังมีร้านค้าออนไลน์ต่างประเทศจำนวนมากที่ทำ SEO อย่างมีคุณภาพ คุณจึงต้องเริ่มทำ SEO อย่างจริงจังเสียแต่วันนี้ เมื่อเลือกทำเว็บผลบอล จากตัวอย่าง tdedkick เว็บนี้ออกแบบได้ดีแต่ยังขาดเรื่องหลายๆภาษาอยู่

ผู้บริโภคทั่วโลกจะมีพฤติกรรมคล้ายกันตามหลักจิตวิทยา คือ หากจะซื้อสินค้าจากร้านค้าใด มักเลือกร้านที่มีการกล่าวถึงบ่อย ๆ เป็นที่รู้จักในหมู่คนวัยเดียวกัน หรือถูกจัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของหน้าต่างการสืบค้นทาง Google ดังนั้น หากคุณไม่ทำ SEO ให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักในอันดับ top1-5 ก็เท่ากับสูญเสียโอกาสสร้างความเชื่อมั่นให้แก่แบรนด์สินค้าของตัวเอง การทำ SEO เป็นสิ่งที่ทำให้ธุรกิจออนไลน์มีลูกค้าใหม่และลูกค้าประจำมากขึ้น สัมพันธ์กับรายได้ที่จะตามมาอย่างสม่ำเสมอในระยะยาว และหากควบคุมรายจ่ายต้นทุนทางธุรกิจได้ดี เช่น การจ้างแอดมิน การทำโฆษณา การจ้างเขียนบทความ การทำกราฟิก ฯลฯ ก็จะเหลือส่วนต่างกำไรที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ผู้เชี่ยวชาญทางธุรกิจจึงแนะนำให้ทุกวงการทำ SEO อย่างมีคุณภาพและสม่ำเสมอเพื่อความยั่งยืนของกิจการ

ทำไมการทำ SEO ต้องทำทุกวัน

ทำไมการทำ SEO ต้องทำทุกวัน

SEO เป็นการตลาดออนไลน์รูปแบบหนึ่ง ที่คุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างการโฆษณาผ่าน Google อาศัยความสม่ำเสมอในการทำและเรียนรู้หลักการที่ถูกต้อง แต่ก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่สงสัยว่า ทำไมจึงต้องทำ SEO ทุกวัน

ในบทความนี้ เราจึงได้รวบรวมข้อมูลมาเป็นคำตอบให้คุณ

  1. ทุกเว็บไซต์ต่างแข่งขันกันทำ SEO

การทำ SEO หรือ search engine optimization เป็นสิ่งที่ Google ได้กำหนดไว้หลายปีแล้ว เพื่อให้เกิดการจัดลำดับในการนำเสนอเว็บไซต์ที่มีคุณภาพจากสูงไปต่ำ เพื่อให้ผู้ใช้งาน Google มีความประทับใจและกลับมาใช้งาน Google บ่อย ๆ ดังนั้น หากเว็บไซต์ของคุณทำ SEO ก็จะทำให้มีโอกาสถูกจัดอยู่ในอันดับ Top 3 หรือ Top 5 ของหน้าต่างการสืบค้นด้วย keyword นั้น ๆ

ทุกเว็บไซต์ต่างแข่งขันในการทำเช่นนี้ เพื่อให้มีโอกาสได้ปรากฏชื่อด้านบน ทำให้มีลูกค้ามาคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลในเว็บไซต์ แล้วสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของตัวเอง หากคุณไม่พัฒนาเว็บไซต์ตามแนวทาง SEO ก็จะทำให้พลาดโอกาสในการขยายธุรกิจและส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในระยะยาวด้วย

  1. ให้สอดคล้องกับการเก็บข้อมูลของระบบ algorithm ใน Google

ระบบเก็บข้อมูลจากอัลกอริทึมของ Google จะทำเป็นระยะ ๆ ถ้าคุณศึกษาอย่างละเอียด จะพบว่ามีอยู่หลายชนิดมากที่ใช้ในการประเมินคุณภาพเว็บไซต์ทุกประเภท เช่น

  • ระบบตรวจจับลิขสิทธิ์ การลอกเลียนข้อมูลทั้งรูปภาพและเนื้อความจากเว็บไซต์อื่น
  • การใช้สแปม keyword หรือใส่คำสำคัญบ่อยครั้งมากเกินไป จนอ่านแล้วไม่ได้ความหมายที่ถูกต้อง
  • การทำ Link เชื่อมโยงไปสู่เว็บไซต์ที่คุณภาพต่ำหรือที่เรียกว่าเป็น Backlink ที่ไม่มีคุณค่า เป็นต้น

ที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่ระบบของ Google สามารถตรวจจับได้อย่างรวดเร็ว ถ้าคุณไม่มีการแก้ไขความผิดพลาดของโพสต์ที่ผ่านมาหรือไม่ควบคุมเนื้อหาที่กำลังเพิ่มเติมใหม่เรื่อย ๆ ก็จะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน SEO ทำให้อันดับการสืบค้นของคุณต่ำลงไปเรื่อย ๆ

  1. ต้องแข่งกับคู่แข่งที่มีการทำโฆษณา SEM ด้วย

SEM หรือ search engine marketing เป็นการประมูลพื้นที่ด้านบนของหน้าจอการสืบค้น Google หรือ SERPs ที่ย่อมาจาก search engine result pages ซึ่งจะแทรกอยู่ในด้านบนหรือด้านล่างของหน้าผลการค้นหา ถ้าคุณไม่ทำ SEO ให้เว็บไซต์ นอกจากอันดับแบบออร์แกนิคที่คุณจะได้รับ จะยิ่งต่ำลงไปแล้ว โอกาสถูกปรากฏให้เห็นต่อสายตาของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายก็จะยิ่งน้อยลงไป เพราะมีกลุ่มคู่แข่งที่ทำ SEM โฆษณามาสร้างความสนใจมากกว่าอีกด้วย

จากที่กล่าวมา คงเห็นแล้วว่า การทำ SEO เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำทุกวันเป็นประจำ และไม่สามารถมองข้ามรายละเอียดเกณฑ์กติกาที่ Google กำหนดได้ เราหวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านที่ทำเว็บไซต์ออนไลน์ตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาคุณภาพของการทำ SEO ของตัวเองยิ่งขึ้น เพื่อช่วยให้สามารถเพิ่มยอดขายสินค้าและจำนวนลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

ทำไมคุณจึงควรเรียนรู้การทำ SEO เสียแต่วันนี้

ทำไมคุณจึงควรเรียนรู้การทำ SEO เสียแต่วันนี้

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะจำหน่ายสินค้าพวกแฟชั่น อาหาร หรือเป็นกิจการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ทัวร์ ฯลฯ คุณควรรู้ว่าปัจจุบันนั้นมีคู่แข่งจำนวนมากขึ้นในช่วงปี 2020 เพราะทุกคนต่างรู้ว่าเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายทั่วโลก ซึ่งการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ผ่าน Google นั้น ต้องใช้หลักเกณฑ์ของ SEO ในการช่วย ถ้าคุณไม่เรียนรู้การทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งที่ขายสินค้าแบบเดียวกัน และอาจทำให้ธุรกิจของคุณเจ๊งไม่เป็นท่าได้

เรามาดูกันว่าเหตุผลที่คุณต้องรีบเรียนรู้การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ยังมีอะไรอีกบ้าง

  1. เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าอย่างรวดเร็ว

การเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคอย่างง่ายที่สุด มาจากการทำให้ลูกค้าได้เห็นชื่อเว็บไซต์ของคุณในอันดับบนของการสืบค้นผ่าน Google search อยู่เสมอทุกวัน ดังนั้นการที่คุณทำกฎกติกาของ SEO และใช้ keyword ที่ตรงกับการสืบค้นของลูกค้า มีการอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอด้วยเนื้อหาที่มีความทันสมัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อันดับ SEO ของคุณสูงขึ้นและส่งผลต่อความมั่นใจทั้งในด้านของข้อมูลและตัวสินค้าอย่างมาก

  1. ช่วยประหยัดค่าโฆษณาในสื่อออนไลน์ได้ทันที

การโฆษณาเป็นเทคนิคกระตุ้นยอดขายที่ได้ผลดีในช่วงเวลาสั้น ๆ ถ้าคุณต้องการประหยัดงบประมาณ ควรที่จะซื้อพื้นที่โฆษณาเฉพาะเทศกาลที่ผู้คนนิยมจับจ่ายใช้สอย เช่น ช่วงตรุษจีน ปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ฯลฯ แต่ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ ควรทำ SEO เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นเว็บไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีการค้นหาทาง Google ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาใด ๆ เลย

  1. ต่อยอดจากธุรกิจเล็กไปใหญ่ได้ไม่ยาก

การทำธุรกิจใด ๆ ทุกคนต่างคาดหวังที่จะทำให้เจริญเติบโต สามารถพัฒนาจากเว็บไซต์ทางธุรกิจขนาดเล็กมีสินค้าเพียงแค่ 1-2 ชิ้น ไปสู่การเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ ที่มีลูกค้ารู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศได้ คุณจึงต้องเรียนรู้การทำ SEO เสียแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองให้ก้าวสู่จุดสูงสุดให้ประสบความสำเร็จในยอดขายออนไลน์ได้ง่าย และหากเรียนรู้เองด้วยก็ยิ่งดี เพราะหากเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ มีการแข่งขันสูง ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ SEO ที่แพงด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำเว็บไซต์ SEO นั้นมีข้อดีอยู่หลายด้าน ซึ่งคุณควรเริ่มเรียนรู้แต่วันนี้ หากต้องการประสบความสำเร็จทั้งด้านของการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก การได้รับยอดสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้ SEO ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการลงคอร์สเรียนต่าง ๆ ซึ่งควรจะเลือกจากผู้สอนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพ จะทำให้คุ้มค่าและประหยัดเวลาได้จริง

บทบาทความสำคัญของ SEO ที่ธุรกิจออนไลน์ควรมี

บทบาทความสำคัญของ SEO ที่ธุรกิจออนไลน์ควรมี

หากเป็นนักธุรกิจออนไลน์คงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตาหรือได้ยินเกี่ยวกับเรื่องการทำ SEO กันมาบ้างแล้ว ตัวช่วยอย่างง่าย ๆ ที่จะสามารถช่วยให้เว็บไซต์สินค้าและบริการนั้นถูกค้นพบเป็นอันดับแรกเมื่อเกิดการค้นหาจากคำค้นหา หรือที่เรียกว่า Keyword

SEO หรือที่ย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization เป็นวิธีการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ด้วย Content หรือบทความ ผ่านการค้นหาจาก Keyword เมื่อใดที่ผู้ชมสนใจค้นหาและพิมพ์คีย์เวิร์ดนั้นลงไป Google ก็จะแสดงหน้าเว็บไซต์ที่ติดอันดับขึ้นมาให้เลือกชมก่อนทันที เจ้าของเว็บไซต์จึงมีหน้าที่ในการทำอย่างไรก็ได้ให้หน้าเว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับ SEO เมื่อมีการค้นหา และเมื่อติดอันดับแล้ว ผู้ชมก็จะเข้ามาชมเว็บไซต์และนำไปสู่การซื้อสินค้าและบริการนั่นเอง ซึ่งการทำ SEO นั้นถือว่าจำเป็นและมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์อย่างมาก อาทิเช่น

  1. สามารถจับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด

ผู้ชมที่ทำการค้นหาข้อมูลโดยใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหา ถือว่ามีจุดประสงค์ความต้องการในสินค้าหรือบริการประเภทนั้นอยู่ก่อนแล้ว จะช่วยทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถจับกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

  1. เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อใดที่เว็บไซต์ถูกจัดอันดับ SEO ลำดับต้น ๆ จะยิ่งเป็นการดึงดูดความสนใจให้ผู้ชมเข้ามามากยิ่งขึ้น เพราะเว็บไซต์อันดับต้นถือเป็นเว็บไซต์ที่มีโอกาสถูกคลิกมากที่สุด จากผลการประเมินทางสถิติ เว็บไซต์ที่แสดงในอันดับแรก รวมถึงเว็บไซต์อื่น ๆ ที่แสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา จะดูมีความน่าเชื่อถือ และทำให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าเว็บไซต์อื่นในหน้ารอง ๆ ลงไป

  1. สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา

บนโลกของคำว่าออนไลน์ ไม่มีจุดจบหรือจุดสิ้นสุด ทุกสิ่งอย่างสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา หากอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์ก็สามารถทำได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและเวลาใด การบริหารจัดการเกี่ยวกับการปรับแต่งการทำ SEO จึงขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเว็บไซต์เอง บนเงื่อนไขระยะเวลาและรูปแบบที่เจ้าของต้องการ

  1. ลดภาระค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

หากสามารถสร้างเว็บไซต์ที่แสวงหาผู้ซื้อสินค้าและบริการได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องไปเสียเงินจ้างผู้อื่นโฆษณาให้อีกอย่างนั้นหรือ การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ SEO ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ขึ้นอยู่กับความขยันของแต่ละบุคคลเสียมากกว่า ยอมเสียเวลาในการทำ SEO เองน่าจะคุ้มค่ากว่าจะต้องเสียเงินจ้างโฆษณา หากมองในระยะยาวแล้ว ทราฟฟิกที่มาตามธรรมชาติจะยั่งยืน ประหยัด และคุ้มค่ากว่าการโฆษณาทางตรง แต่ทั้งนี้ไม่ใช่หมายความว่าจะไม่ลงโฆษณาเลย เพราะโฆษณามีประโยชน์ในการเรียกผู้ชมให้มากขึ้นได้ในเวลาที่ต้องการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี

นักธุรกิจหลายคนอาจจะมองว่า ปัจจุบันมีเพียง Facebook, Instagram และ Twitter ก็น่าจะเพียงพอต่อการค้าขายบนโลกออนไลน์แล้ว แต่ความจริงแล้วมันยังไม่พอ เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่อยากจะค้นหาข้อมูลใด ๆ ก็ตาม มักจะเลือกเข้าเว็บไซต์เพื่อค้นหาข้อมูลจาก Google ก่อนที่จะค้นหาตาม Application เหล่านั้น ดังนั้น หากทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหาได้เมื่อใด การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที