data analytical skill

data analytical skill ทักษะที่ขาดไม่ได้และเป็นที่ต้องการในอนาคต

data analytical skill หรือทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ทักษะด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกที่มีความสำคัญในการออกแบบกลยุทธ์ทางการตลาดที่จำเป็นในปัจจุบันและอนาคต ทำให้ผู้ที่มีทักษะด้านนี้เป็นที่ต้องการของบริษัทชั้นนำ โดยฐานเงินเดือนเริ่มต้นของ data analyst หรือนักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกอยู่ที่ประมาณ 4 – 5 หมื่นบาทและหากเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ความชำนาญจะสามารถเรียกเงินเดือนได้สูงถึงหลักแสนบาทต่อเดือนเลยทีเดียว

data analyst ทําอะไรบ้าง หน้าที่ของนักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกไม่เพียงแต่สามารถจัดเก็บข้อมูลของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังต้องเป็นผู้ที่รู้จักเลือกใช้เครื่องมือที่สามารถดึงข้อมูลที่แท้จริงของผู้บริโภคร่วมกับการนำข้อมูลเชิงลึกต่าง ๆ มาวิเคราะห์หาความต้องการ หรือปัญหาที่ผู้บริโภคกำลังเผชิญเพื่อนำมาต่อยอดในการพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดได้ โดยทักษะพื้นฐานของ data analyst ที่เว็บไซต์การตลาดชั้นนำได้ระบุเอาไว้ ได้แก่

– ทักษะด้านการดึงข้อมูลและจำแนกข้อมูล (Data cleaning and preparation) นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะต้องรู้จักหาข้อมูลของผู้บริโภคและทำการจำแนกข้อมูลออกเป็นตัวเลข หรือเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการนำข้อมูลมาใช้ในอนาคต

– การวิเคราะห์ข้อมูล (Data analysis and exploration) เพื่อหาความเกี่ยวข้อง หรือแนวโน้มที่มีความน่าจะเป็นและเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่จะสามารถนำมาสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจได้

– ทักษะด้านสถิติ (Statistical knowledge) ความรู้ด้านสถิติเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลที่มีความถูกต้อง แม่นยำยิ่งขึ้น

– การนำเสนอข้อมูล (Creating data visualizations) นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกจะต้องมีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เข้าใจง่ายมากที่สุดอย่างการทำแผนภูมิต่าง ๆ เพราะจะช่วยให้เห็นภาพรวมของข้อมูลได้ง่ายขึ้น

– การจัดเตรียมรายงาน (Creating dashboards and reports) การจัดเตรียมรายงานเป็นขั้นตอนที่ช่วยอำนวยความสะดวกในการส่งต่องานให้กับผู้อื่นที่เกี่ยวข้องและต้องการนำข้อมูลไปใช้

– ทักษะด้านการสื่อสาร (communication) ทักษะการสื่อสารเป็นทักษะที่ทำให้นักวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกสามารถฟังข้อมูลที่ผู้บริโภคต้องการจะสื่อความหมายเข้าใจและรอบคอบ รวมถึงสามารถสื่อให้ผู้อื่นเข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจน

หากอยากเป็น data analyst ต้องเรียนคณะอะไร? สำหรับในประเทศไทยโดยส่วนใหญ่แล้ว data analyst มักจะจบการศึกษาระดับปริญญาโท ด้านวิศวกรรมศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ หรือสารสนเทศข้อมูล หรือวิทยาการคอมพิวเตอร์ เป็นต้น แต่หากต้องการเรียนด้าน data analyst โดยตรงจะมีสถานศึกษาเพียงไม่กี่แห่งที่มีหลักสูตร data analyst โดยเฉพาะ เช่น คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ สาขา Data Science & Business Analytics (DSBA) สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เป็นต้น

หากใครที่กำลังมองหาช่องทางอาชีพที่มีความมั่นคงและมีอนาคต อาชีพ data analyst เป็นอาชีพหนึ่งที่บริษัทชั้นนำหลายแห่งเปิดรับสมัครงาน หรือหากต้องการโอกาสทางธุรกิจการศึกษาเกี่ยวกับ data analytical skill เป็นทักษะหนึ่งที่มีความจำเป็นในอนาคตที่ขาดไม่ได้

SEO ช่วยเรื่องการตลาดออนไลน์ได้อย่างไร

SEO ช่วยเรื่องการตลาดออนไลน์ได้อย่างไร

ในยุคปัจจุบันการตลาดเพียงหน้าร้านอย่างเดียว ไม่เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายได้อีกต่อไป นับแต่การเข้ามาของธุรกิจ Ecommerce และการระบาดของโรคโควิด – 19 ทำให้ยอดการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์ เพิ่มขึ้นอย่างมาก จนบางบริษัทไม่จำเป็นต้องใช้หน้าร้านอีกต่อไป เน้นทำการตลาดบนเว็บไซต์แทน เพื่อให้คนเห็นสินค้าได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งการตลาดแบบนี้จำเป็นต้องแย่งชิงพื้นที่ในเว็บ Search engine อย่าง google เพื่อให้เว็บไซต์ของตนเป็นอันดับแรก ๆ ของการค้นหา SEO จึงได้เข้ามามีบทบาทในการตลาดยุคสมัยใหม่มากขึ้น

SEO คืออะไร จำเป็นไหมที่ต้องทำ

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization เริ่มใช้ในยุคแรก ๆ นับแต่การเข้ามาของ Search engine หลักการเบื้องต้นของ SEO คือ ทำให้เว็บไซต์ของเราอยู่ในหน้าแรก หรืออันดับต้น ๆ ของการค้นหา เพราะการค้นหาหนึ่งครั้ง จะปรากฏเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องมากมายนับไม่ถ้วน แต่ SEO จะทำให้ลูกค้าได้เห็นเว็บไซต์ของเราก่อนเว็บคู่แข่ง การทำ SEO จึงจำเป็นต้องมีเว็บไซต์ที่ดี สร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพ ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาของผู้เสิร์ช ซึ่งเนื้อหามีคุณภาพจะทำให้ AI ของเว็บ Search Engine นำเว็บไซต์ของเรามาอยู่ในหน้าแรกของการค้นหา ข้อดีของการทำ SEO คือมีราคาถูก ไม่ต้องเสียเงินมากมายในการบูสต์เว็บไซต์ ให้มาอยู่หน้าแรก แต่หากผู้ทำเว็บไซต์เลือกที่จะไม่ทำ SEO ก็ควรต้องเสียเงินค่าโฆษณา มิเช่นนั้นแล้วผู้ค้นหาจะไม่สามารถเจอเว็บของเราได้แน่นอน

SEO กับยอดขายที่ดีขึ้น

ผู้ค้นหามากกว่า 90 % เลือกที่จะคลิกเว็บไซต์ในหน้าแรกของ google หรือ Yahoo น้อยคนมากที่จะหาเว็บไซต์ในหน้าต่อไป การทำ SEO นอกจากจะช่วยให้เว็บไซต์ของเราอยู่หน้าแรก ยังช่วยเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น กล่าวคือหากผู้ค้นหาเลือกเข้าชมเว็บไซต์ของเรา และเนื้อหามีคุณภาพชวนให้น่าอ่าน จะดึงเวลาของผู้อ่านให้รับชมโฆษณาในหน้าเว็บไซต์ของเราได้นานขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เราได้รับค่าโฆษณามากกว่าเดิม อีกทั้งหากเว็บไซต์ของเราขายสินค้า ส่งผลให้ผู้ค้นหาได้เห็นสินค้าของเราเป็นเวลามากกว่าเดิม ทำให้มีโอกาสในการซื้อ เพิ่มขึ้นเช่นกัน และเมื่อเว็บไซต์ของเราติดอันดับหน้าแรก ก็ไม่จำเป็นต้องดูแลมากอีกต่อไป ดูแลเล็กน้อยก็เพียงพอ

SEO กับการขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ

การตลาดในรูปแบบเดิม จะเน้นการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของผลิตภัณฑ์เป็นหลัก เช่น โฆษณาสินค้า 1 ชิ้นบนโทรทัศน์ ก็ต้องเลือกอายุ เพศของผู้ที่คาดว่าจะเป็นฐานลูกค้า โดยนักการตลาดไม่สามารถที่จะจับกลุ่มลูกค้าทุกเพศทุกวัยได้ เพราะงบประมาณของบริษัทมีจำกัด แต่ SEO ไม่สนว่ากลุ่มเป้าหมายนั้นจะเป็นใคร เพราะเว็บไซต์ที่มีคุณภาพ คนทุกเพศทุกวัยสามารถค้นหาเจอ เพื่ออ่านคอนเทนต์ และเกิดการซื้อได้

เห็นได้ว่า SEO ได้เข้ามาทำลายการตลาดแบบเดิม และมีส่วนช่วยการตลาดออนไลน์ ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก ทั้งเพิ่มยอดเข้าชม การติดอันดับที่ดี เพิ่มยอดขาย และขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ดังนั้นนักการตลาดยุคใหม่ควรศึกษา SEO เพื่อรองรับการใช้งาน Ecommerce

Google market finder

Google market finder เครื่องมือสร้างโอกาสในธุรกิจ

ในปัจจุบันมีจำนวนผู้ใช้งาน Google มากถึง 4.6 พันล้านคนและจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นอีกในอนาคต ทำให้การใช้ Google ให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มโอกาสแห่งความสำเร็จในอนาคตโดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อมต่อผู้คนจากทุกแห่งบนโลก

หลายคนที่ทำเว็บไซต์ย่อมรู้จักการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์อยู่ใน TOP10 หรือ TOP5 Google ของผลการค้นหา Google แต่ใช่ว่าจะมีแต่กระบวนการทำ SEO เท่านั้นที่จะช่วยสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจได้ แต่ยังมี market finder ด้วย ซึ่งเครื่องมือที่ช่วยขยายโอกาสทางธุรกิจไปยังตลาดทุกแห่งบนโลก เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการที่อยากเพิ่มโอกาสให้กับธุรกิจของตัวเอง โดยเครื่องมือ Google market finder มีประโยชน์ในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

  1. ช่วยวิเคราะห์การตลาด Google market finder จะช่วยเรื่องการกำหนดกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีแนวโน้มว่าจะสนใจในผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือการบริการในธุรกิจของคุณ โดย Google market finder เป็นผลิตภัณฑ์สินค้าบริการในหมวดธุรกิจคล้ายกับ Google my business ที่ช่วยเพิ่มปริมาณการเข้าถึงเว็บไซต์จากตำแหน่งอื่นบนโลก
  2. วางแผนการทำงาน เมื่อคุณได้รู้จักกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ที่มีแนวโน้มว่าจะกลายมาเป็นลูกค้าของธุรกิจ Google market finder จะทำการวางแผนการทำงานให้เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายใหม่ โดยเริ่มตั้งแต่การแปลข้อมูลธุรกิจ สินค้าและบริการที่มีอยู่ในเว็บไซต์ การชำระเงิน การบริการหลังการขาย กฎหมายและการขนส่ง เพื่อให้ธุรกิจของคุณสามารถก้าวต่อไปในตลาดที่มีกลุ่มเป้าหมายใหม่รออยู่
  3. พัฒนากลยุทธ์การตลาด เมื่อทำตามแผนไปสักระยะ Google market finder จะพัฒนากลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพทางการตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยนำข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ การวัดผลและคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดมาปรับกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ขั้นตอนในการใช้งาน Google market finder

สำหรับผู้ที่สนใจใช้งาน Google market finder เพียงคลิกลิงก์

https://marketfinder.thinkwithgoogle.com/intl/en_gb/onboarding_select/

เพื่อเข้าสู่หน้าเริ่มต้น เมื่อเข้าสู่หน้าเพจดังกล่าวจะแสดงหน้าต่าง 2 ช่อง คือ

  1. Test your export readiness สำหรับหน้านี้จะเป็นการประเมินข้อมูลบนเว็บไซต์เบื้องต้น โดยเราต้องใส่ URL ของเว็บไซต์เราลงไป จากนั้นระบบจะถามเกี่ยวกับบัญชี Google Ads หรือ Google Analytics ให้ลงชื่อเข้าใช้ให้เรียบร้อย หากไม่มีบัญชีสามารถกดคำว่า “Continue without signing in” เพื่อดำเนินการต่อโดยไม่ลงทะเบียน ขั้นตอนต่อมาระบบจะทำการถามข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของธุรกิจในปัจจุบัน เมื่อตอบคำถามเสร็จเรียบร้อยระบบจะประเมินเปอร์เซ็นต์ความพร้อมในการขยายธุรกิจไปยังตลาดอื่นบนโลก
    Dive into new market เป็นขั้นตอนต่อจากการทำประเมินเรียบร้อยแล้วและต้องการขยายโอกาสทางธุรกิจในประเทศอื่นต่อไป
  2. โดยส่วนตัวคิดว่า Google market finder เหมาะสำหรับผู้ที่ทำธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในประเทศไทยและต้องการสร้างความก้าวหน้าให้กับธุรกิจ การใช้ Google market finder แล้วปรับแผนการดำเนินงานและกลยุทธ์ตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญเป็นสิ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จง่ายมากขึ้น ผู้ประกอบการ SMEs หรือธุรกิจท้องถิ่นควรให้ความสำคัญและทำความเข้าใจการใช้ Google market finder เพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างกระแสเงินสดเข้ากระเป๋าเพิ่มขึ้นได้
แนวทางการทำ SEO สำหรับปี 2022 จะเป็นอย่างไร

แนวทางการทำ SEO สำหรับปี 2022 จะเป็นอย่างไร ?

ต้องยอมรับว่าการทำ SEO ตลอดหลายปีมานี้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่น้อย เว็บไซต์ในปี 2022 ควรจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เป็นคำถามที่หลายคนอยากรู้คำตอบ เพราะการค้นหาเว็บไซต์ใน Google ยังคงต้องพึ่งพากลยุทธ์ SEO ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการค้นหาเพื่อสร้างยอดขายให้มากกว่าเดิม พวกคุณเตรียมพร้อมรับมือกับการจัดอันดับของเครื่องมือค้นหากันอย่างไร

บทความมีคุณภาพ : หากประเมินจากกลยุทธ์การทำ SEO ในปัจจุบัน จะเห็นได้ว่าเนื้อหาที่มีคุณภาพยังคงความสำคัญอันดับหนึ่งสำหรับเครื่องมือการค้นหาของ Google เนื้อหาในเว็บไซต์ไม่เพียงต้องมีคุณภาพแต่ยังต้องมีความเกี่ยวข้องกันด้วย เมื่อบทความน่าสนใจ จะดึงดูดให้คนอ่านข้อมูลอยู่นานหลายนาที ซึ่งส่งผลดีต่ออัลกอริทึมที่ใช้ในการจัดอันดับเว็บไซต์ของ Google ทำให้หน้าเว็บไซต์นั้นอยู่ในลำดับต้น ๆ เมื่อเทียบกับบทความที่ไม่มีประโยชน์และคนคลิกออกไปไม่สนใจอ่านจนจบ อย่าลืมอีกสิ่งสำคัญคือการออกแบบเว็บไซต์ให้รองรับการใช้งานบนมือถือ อ่านง่ายและโหลดเร็วไม่ต้องเสียเวลารอนานซึ่งมีความสำคัญมากในยุคนี้ แต่ต้องใช้งานบนจอคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลได้ด้วย

คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา : การปรับปรุงอัลกอริทึมของ Google มีความฉลาดลึกล้ำมากขึ้น จึงไม่ได้ประเมินคุณค่าของบทความจากคีย์เวิร์ดสองสามคำที่แทรกใส่ลงไปเท่านั้น แต่คีย์เวิร์ดต้องมีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของบทความและเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ จึงจะปรากฏในผลการค้นหายอดนิยมได้ การกำหนดคีย์เวิร์ดในบทความเป็นการดึงผู้ค้นหาเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ ใช้ไม่กี่คำหรือหลายคำก็ได้ ไม่มีการกำหนดตายตัว แต่การอัดจำนวนคำปริมาณมากเกินไปอาจเสี่ยงถูกประเมินว่าเป็นสแปมได้เหมือนกัน จำนวนคำต้องเหมาะสม ไม่มีประโยชน์ที่จะแทรกคำมากเกินไปหรือคำที่ไม่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ กลยุทธ์ในการใช้ Keywords ต้องวางแผนการแทรกลงในเนื้อหาให้ดี ทั้งคีย์เวิร์ดหลัก คีย์เวิร์ดรอง ปริมาณคำที่ใช้พอเหมาะและตำแหน่งที่วางลงไปด้วย

เน้น Backlinks ที่มีคุณภาพ : การใช้ Backlinks ยังคงสำคัญต่อการจัดอันดับเว็บไซต์บน Google เพราะอัลกอริทึมเห็นถึงความน่าเชื่อถือ เพราะแสดงว่าเว็บไซต์อื่น ๆ ที่มีคุณภาพยอมรับการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ของเรา แสดงถึงความมีคุณภาพเป็นที่ไว้วางใจและเนื้อหามีความเกี่ยวข้องกันด้วย มีคุณค่าที่จะคลิกเข้าไปอ่านข้อมูลรายละเอียดหรือบทความที่ให้ความรู้ดี ๆ เจ้าของเว็บไซต์ควรทำการอัปเดต Backlinks กับเว็บไซต์ใหม่ ๆ ที่เพิ่มขึ้น จะช่วยดันให้เว็บไซต์ติดอันดับในหน้าแรก ๆ ทำให้ผู้ที่มีโอกาสมาเป็นลูกค้ามองเห็นในผลการค้นหามากขึ้น

สรุปว่าการทำ SEO ต้องวางแผนอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากการเขียนเนื้อหาที่มีคุณภาพก่อนเป็นลำดับแรก จากนั้นจึงใส่คีย์เวิร์ดได้อย่างเหมาะสม และสร้าง Backlinks เพื่อเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือ ซึ่งทั้งหมดนี้จะส่งผลดีต่อ SEO อย่างแน่นอน ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณถูกจัดอันดับที่ดีขึ้นได้

เทคนิคเพิ่มการเยี่ยมชมเว็บไซต์

เทคนิคเพิ่มการเยี่ยมชมเว็บไซต์ ที่คนทำเว็บแนะนำ

ธุรกิจขนาดเล็กหรือเพิ่งเปิดกิจการไม่นานยังมีคนรู้จักไม่มากนัก แน่นอนจำนวนคนค้นหาและเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์จึงไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ของแบรนด์ใหญ่ที่มีชื่อเสียงโด่งดังจึงเป็นธรรมดาที่ยอดการเข้าย่อมมากกว่า หากธุรกิจเพิ่งเริ่มมีเว็บไซต์ของตัวเองด้วยแล้ว จำเป็นต้องอาศัยเคล็ดลับเพิ่มการเยี่ยมชมซึ่งคนทำเว็บมีข้อแนะนำดังนี้

1.ออกแบบเว็บไซต์ให้น่าสนใจและใช้งานง่าย หน้าแรกของเว็บไซต์ดูเรียบง่ายแต่สะดุดสายตา มีข้อมูลสรุปเนื้อหาสำคัญที่อ่านแล้วเข้าใจทันทีเพื่อให้ค้นหาเว็บไซต์ได้ง่าย คนทำเว็บควรอัปเดตหน้าเว็บสม่ำเสมอ ไม่ใส่อะไรที่ไม่จำเป็นซึ่งทำให้โครงสร้างของเว็บไซต์ซับซ้อนและหาข้อมูลยากมากขึ้น แนะนำให้เพิ่มช่องค้นหาช่วยให้ค้นเนื้อหาที่สนใจอ่านได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาค้นไล่เลียงไปทีละหน้า

2.เปิดดูหน้าเว็บได้ง่าย ไม่เฉพาะดูจากหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่รองรับการเปิดเว็บไซต์บนหน้าจอมือถือทุกขนาดเพื่อให้การแสดงผลหน้าเว็บเต็มหน้าจอพอดี ไม่ต้องเลื่อนไปมาซ้ายขวา ที่สำคัญคือโหลดหน้าเว็บได้รวดเร็ว เพราะถ้าโหลดนานคนจะหนีออกจากเว็บไซต์อย่างไม่ลังเล

3.เว็บไซต์ขนาดเล็กที่มีเนื้อหาทันสมัย สำนวนน่าอ่าน และมีประโยชน์ตรงกับความต้องการจะมีโอกาสเอาชนะแบรนด์ใหญ่ที่มียอดการชมเว็บไซต์มากได้ในอนาคต เพราะฉะนั้นควรปรับปรุงเนื้อหาของบทความที่เขียนลงในเว็บไซต์ให้มีคุณภาพเพื่อดึงดูดคนเข้ามาเยี่ยมชมเว็บมากขึ้น

4.เลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงกับความสนใจของผู้ค้นหา คีย์เวิร์ดถือเป็นส่วนสำคัญทำให้คนค้นเจอเว็บไซต์บนหน้า Google รวดเร็วได้คำตอบตามต้องการ ซึ่งผู้อ่านคงทราบดีเพราะบล็อกนี้เกี่ยวกับบทความ SEO คนทำเว็บแนะนำให้สำรวจว่าคนสนใจอะไร ถ้าทำเว็บบอล ก็ควรมองหาคำน่าสนใจที่ตรงกลุ่ม ทีเด็ดบอลชุด บอลสเต็ป ต้องการหาอะไรแล้วเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงใจที่สุด โดยมีทั้งคีย์เวิร์ดหลักและคำขยายเพิ่มความหมายที่ชัดเจนมากขึ้น คีย์เวิร์ดถือเป็นส่วนหนึ่งของการทำ SEO ที่ส่งผลดีในระยะยาว

5.การโปรโมทเว็บไซต์ เป็นการทำตลาดออนไลน์ให้ติดอันดับบน Google เหมาะกับธุรกิจสินค้าและบริการทุกรูปแบบ พยายามใช้โซเชียลมีเดียให้เป็นประโยชน์ในการโพสต์ข้อความ รูปภาพ และวิดีโอประกอบเนื้อหา อาจใช้เวลานานกว่าจะเห็นผลแต่ไม่ได้หมายความว่าแบรนด์เล็กจะขึ้นไปติดอันดับที่ดีของ Google ไม่ได้

6.ความจริงการมีเว็บไซต์ขนาดเล็กก็มีข้อดี โดยเฉพาะความคล่องตัวในการอัปเดตข้อมูลใหม่ ตรวจสอบปัญหาง่ายและแก้ไขปรับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็ว ด้วยความที่โครงสร้างเรียบง่ายและข้อมูลไม่มากนักจึงโหลดเร็วและเน้นประสบการณ์การใช้งานที่ประทับใจผู้ใช้ดีกว่าเว็บไซต์ขนาดใหญ่

เว็บไซต์และอินเทอร์เน็ตเป็นพื้นที่แข่งขันที่ทุกธุรกิจมีโอกาสเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ใหญ่หรือเว็บไซต์ขนาดเล็กต่างมีกลยุทธ์การแข่งขันที่เหมาะสมกับตัวเอง ไม่ว่าคุณจะเป็นแบรนด์เล็กหรือใหญ่ก็ตาม หากพยายามปรับปรุงเนื้อหาข้อมูล นำเคล็ดลับดี ๆ ที่คนทำเว็บแนะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์

5 กลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO

5 กลยุทธ์สำคัญในการทำ SEO

การทำ SEO นั้น หลายคนคงทราบแล้วว่าเป็นหนึ่งในกระบวนการที่สามารถช่วยให้เว็บไซต์ของเรา ปรากฎบน Google search เป็นอันดับแรก ๆ ได้ ทว่าการทำ SEO ในแต่ละครั้งจำเป็นต้องใช้เวลาวางแผนกลยุทธ์หา Keyword ใหม่ ๆ และเรียนรู้เพิ่มเติมในด้านต่าง ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้ SEO ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด 

สำหรับกลยุทธ์ที่สำคัญในการทำ SEO มีดังนี้ 

1.เข้าใจเรื่องการทำ SEO Audit 

เนื่องจาก SEO Audit คือเครื่องมือที่จะช่วยทำให้เราสามารถประเมินได้ว่าเว็บไซต์ของเราแสดงผลบน Google search ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด โดยกระบวนการนี้จะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 เดือนโดย Google จะตรวจว่าองค์ประกอบต่าง ๆ ที่เราใช้ทำ SEO นั้นถูกต้องตามกฎระเบียบหรือไม่ ด้วยเหตุนี้เราจึงควรเริ่มศึกษาเพื่อวางกลยุทธ์ในการรับมือเป็นอันดับแรก ๆ

2.จัดทีมงานรับผิดชอบในแต่ละส่วน

หนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีที่สุดคงหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับเรื่องของการแบ่งสัดส่วนหน้าที่และแบ่งทีมงานรับผิดชอบให้ชัดเจน เนื่องจาก SEO เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 – 6 เดือน จึงจะเห็นผลลัพธ์ได้ดีที่สุด ด้วยเหตุนี้หากส่วนใดส่วนหนึ่งมีปัญหาระหว่างการดำเนินงานก็ควรรีบแก้ไขในทันที

3.วิเคราะห์ Keyword ก่อนนำมาใช้งานเสมอ

Keyword คือส่วนที่สำคัญมากที่จะช่วยทำให้ผู้ใช้งานเข้าถึงเว็บไซต์ของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเราเริ่มต้นได้จากการค้นหาเทรนด์การใช้คำ บน Google Trends เพื่อให้เข้าใจและทราบว่า ช่วงนี้มีคำไหนบ้างที่ได้รับความนิยมและเป็นประโยชน์ต่อการนำมาปรับใช้ในโฆษณาและประกอบการให้ข้อมูลเพื่ออธิบายธุรกิจของเรามากที่สุด

4.เริ่มทำงานตามลำดับความสำคัญ

แน่นอนว่าการทำ SEO แต่ละครั้งจำเป็นจะต้องมีรูปแบบและแผนการดำเนินงาน เพื่อให้เราสามารถทำงานได้อย่างราบรื่นและเป็นระบบ เนื่องจาก SEO มีส่วนประกอบที่ต้องให้ความสำคัญอยู่หลายอย่าง อาทิ เนื้อหาในบทความ ภาพที่ปลอดลิขสิทธิ์ การทำลิงก์ ฯลฯ นอกจากเราจะต้องใส่ใจในเรื่องของคุณภาพเนื้อหาแล้ว เราจำเป็นจะต้องตรวจสอบเรื่องลิขสิทธิ์และกติกาต่าง ๆ ด้วย ด้วยเหตุนี้การเริ่มทำงานตามลำดับจึงเป็นหนึ่งในวิธีการสร้างผลลัพธ์ให้ได้ตามเป้าหมายที่ดีที่สุด

5.ตรวจสอบผลลัพธ์อยู่เสมอ

เมื่อเราทำตามขั้นตอนต่าง ๆ สำหรับการทำ SEO เสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยคือ ความขยันตรวจสอบประสิทธิภาพของ SEO ที่เราทำอยู่เสมอ เพื่อให้เราสามารถแก้ไขและปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับคู่แข่ง ตลอดจนต่อยอดให้ SEO ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีชัยในตลาดการค้าออนไลน์ในระยะยาว

กล่าวได้ว่า SEO เป็นกระบวนการที่เราสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ตามสถานการณ์ เราจึงจำเป็นจะต้องวางแผนและเตรียมเทคนิคต่าง ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจจะเกิดขึ้นได้อยู่เสมอ เพื่อให้ผลลัพธ์ในการทำ SEO ของเราเป็นไปได้ด้วยดี และสามารถครองอันดับ 1-3 บน Google search ได้ยาวนาน

ทำผิดมาตั้งนาน ดีไซน์เว็บไซต์แบบไหนไม่ติด SEO

ทำผิดมาตั้งนาน ดีไซน์เว็บไซต์แบบไหนไม่ติด SEO

การออกแบบหน้าเว็บไซต์เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของการทำ SEO เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับดี ๆ ในการค้นหาบนเสิร์จเอนจิน ลงทุนไปตั้งมาก ลงแรงไปตั้งนาน ทำไมไม่เห็นผลสักที สาเหตุอาจเป็นเพราะดีไซน์เว็บไซต์ผิดหลักทำให้ผู้ใช้งานมองไม่เห็นและส่งผลต่อการจัดอันดับด้วย มาดูกันว่าควรออกแบบเว็บไซต์ต้องทำอย่างไร

1.เว็บไซต์มีแต่รูปภาพ
เว็บไซต์อัดแน่นรูปภาพและไม่มีเนื้อหาตรงกับความต้องการของผู้ใช้ แน่นอนว่ารูปภาพสวย ๆ ดึงดูดสายตาได้ดี แต่สิ่งสำคัญคือคีย์เวิร์ดและเนื้อหาที่สื่อตรงกันกับความต้องการของผู้ใช้งาน จะให้ความสนใจเฉพาะดีไซน์หน้าเว็บสวย ๆ อย่างเดียวไม่ได้ แม้จะใส่ข้อความบนรูปภาพ แต่สื่ออะไรไม่ได้เนื่องจากอัลกอริทึ่มในการจัดอันดับของเสิร์จเอนจินไม่สามารถอ่านข้อความที่ฝังอยู่ในรูปภาพ เมื่อผู้ใช้ใส่คีย์เวิร์ดเพื่อค้นหาจึงไม่พบกับเว็บไซต์นั่นเอง หากต้องการใส่รูปภาพควรปรับขนาดให้พอเหมาะเพื่อให้มีพื้นที่ใส่เนื้อหาอธิบาย พร้อมกับใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับคำค้นหาและส่งผลดีต่อการทำ SEO

2.โครงสร้างหน้าเว็บซับซ้อน
เว็บไซต์ใช้งานยากเป็นปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อย ผู้ค้นหาต้องการเข้าหน้าเว็บแล้วพาสิ่งที่ต้องการได้แทบจะในทันที ควรมีเมนูหรือการจัดหมวดหมู่ที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อนทำให้งงหรือต้องคลิกหลายครั้งกว่าจะค้นหา หรือออกแบบหน้าเว็บให้มีช่องค้นหาสำหรับผู้ใช้งานกรอกคีย์เวิร์ดค้นข้อมูลที่ต้องการด้วยตัวเองโดยตรง ดีไซน์เว็บไซต์สวยอย่างเดียวแต่ใช้งานไม่ง่าย มีหลายขั้นตอนยุ่งยาก พอเข้ามาดูในเว็บไซต์แล้วไม่พบสิ่งที่ต้องการในทันทีจึงคลิกออกไปเลยและไม่กลับมาใช้ซ้ำอีก ส่งผลให้ความนิยมเว็บไซต์ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการจัดอันดับอย่างแน่นอน

3.เปิดหน้าเว็บในมือถือไม่สะดวก
ประสบการณ์การใช้งานบนมือถือเป็นเรื่องสำคัญของการทำ SEO ด้วย เนื่องจากทุกวันนี้คนใช้งานสมาร์ทโฟนทำงานหลายอย่าง ถ้าโหลดดูข้อมูลลำบากย่อมเป็นเรื่องยากสำหรับการไต่อันดับ เพราะเสิร์จเอนจินถือว่าประสบการณ์และประสิทธิภาพการรับชมบนมือถือเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการจัดอันดับเว็บไซต์ ถ้าเว็บไซต์เป็นมิตรกับผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ในทุกแพลตฟอร์ม โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ ตัวอักษรมีขนาดเหมาะสม อ่านง่าย ไม่ต้องเลื่อนไปมาให้ยุ่งยาก ดีไซน์หน้าเว็บควรตอบโจทย์การใช้งานมากขึ้น ในเว็บไซต์อาจมี Flash เป็นส่วนประกอบทำให้ภาพเคลื่อนไหวดึงดูดความสนใจ แต่ทำให้เว็บไซต์ล้าสมัยและเป็นรูปแบบที่ไม่สะดวกสำหรับมือถือ เนื่องจากสมาร์ทโฟนของผู้ใช้งานอาจไม่รองรับ Flash ทำให้หน้าเว็บช้าลง

เว็บไซต์ใช้งานยาก ค้นหาข้อมูลที่ต้องการไม่พบ นั่นคือปัญหาใหญ่ของการทำ SEO โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ต้องการให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จัก ถ้าผู้เยี่ยมชมไม่ประทับใจแล้วก็ยากที่จะดึงดูดให้กลับมาใช้งานซ้ำอีก ถ้าพบว่าการออกแบบเว็บไซต์ของคุณมีข้อผิดพลาดอย่างที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งขัดขวางประสิทธิภาพการค้นหาเว็บไซต์ ควรปรับปรุงดีไซน์ใหม่ทำให้เว็บมีประโยชน์ต่อผู้ชม ค้นพบเรื่องที่สนใจในทันที เมื่อเกิดความพึงพอใจก็จะกลับมาใช้งานต่อเนื่องซึ่งส่งผลดีต่อการจัดอันดับเว็บไซต์

6 ข้อบกพร่องที่ทำให้ SEO บนเว็บไซต์ขายของไม่ประสบความสำเร็จ

6 ข้อบกพร่องที่ทำให้ SEO บนเว็บไซต์ขายของไม่ประสบความสำเร็จ

ปัญหาที่คนเปิดเว็บไซต์ขายของประสบกันอยู่เป็นประจำก็คือ การทำ SEO หรือการปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้กูเกิ้ลแสดงผลในลำดับต้น ๆ แล้วไม่ประสบความสำเร็จ ปัจจัยที่ทำให้การทำ SEO แล้วไม่สำเร็จดั่งใจต้องการนั้น มีอยู่ด้วยกันหลายสาเหตุ เราต้องไม่ลืมว่าการจะทำให้อันดับเว็บไซต์ไปปรากฏบนจอกูเกิ้ลหน้าแรก ๆ ได้นั้นต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง ดังนั้นการทำ SEO ให้ได้ผลดีทั้งยอดขายและชื่อเสียง จึงต้องคำนึงถึงเรื่องต่าง ๆ แบบครบองค์รวม แม้มีข้อผิดพลาดเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ล้วนส่งผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ได้ทั้งนั้น และนี่คือสิ่งที่เราต้องพิจารณาดูเมื่อพบว่าการทำ SEO ที่ผ่านมายังไม่ได้ผลตามที่ต้องการ

1.เว็บไซต์มีหน้าภายในเยอะเกินไป
หลายเว็บไซต์ใส่ข้อมูลที่ไม่จำเป็นมากเกินไป หรือบางครั้งข้อมูลสินค้าที่จำหน่ายก็ซ้ำกัน จนทำให้ภายในเว็บไซต์มีจำนวนหน้าที่เยอะเกินไปแบบที่ระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลวิเคราะห์ออกมาว่าเป็นเนื้อหาซ้ำซ้อนหรือคุณภาพต่ำ

2.มีข้อมูลไร้สาระปะปนอยู่
สิ่งที่กูเกิ้ลให้ความสำคัญมาก ๆ ในการเลือกแสดงผลไล่เลียงอันดับเว็บไซต์ ก็คือความน่าเชื่อถือของข้อมูล การนำข้อมูลที่ได้มาจากการคัดลอก หรือเป็นข้อมูลที่อาจถูกกูเกิ้ลตีความว่าไร้ประโยชน์มาใส่ในเว็บไซต์ จึงมีผลต่อการจัดอันดับทั้งสิ้น

3.เว็บไซต์หนักไปจนดาวน์โหลดได้ช้ามาก
บางเว็บไซต์ที่อัดแน่นไปด้วยไฟล์ภาพขนาดใหญ่ จะทำให้การดาวน์โหลดแต่ละครั้งใช้เวลานาน เท่ากับเป็นสร้างประสบการณ์ที่ไม่ประทับใจแก่ผู้ใช้งาน ซึ่งจะทำให้กูเกิ้ลลดค่าคะแนนการจัดอันดับได้ในที่สุด

4.ไม่รองรับการแสดงผลบนโทรศัพท์มือถือหรือสมาร์ทโฟน
ปัจจุบันนี้การท่องเว็บไซต์เกิดขึ้นบนสมาร์ทโฟนเป็นหลัก ดังนั้นเว็บไซต์ใดที่ไม่ได้ออกแบบให้รองรับการแสดงผลบนสมาร์ทโฟน จะเกิดปัญหา คือ ผู้ใช้งานไม่อยากเข้าใช้บริการ จนอาจถูกลดอันดับการแสดงผลจากกูเกิ้ลได้

5.อัดคีย์เวิร์ด (Keyword) จนเกินพอดี
แน่นอนว่าสิ่งแรก ๆ ที่คนทำ SEO มักจะต้องทำ ก็คือ การสร้างบทความให้มีคำสำคัญในการค้นหาหรือ Keyword เยอะ ๆ เพื่อที่ให้ระบบของกูเกิ้ลดันอันดับการค้นหาไปยังหน้าแรก ๆ แต่บางครั้งการใส่ Keyword ที่ถี่เกินไปกลับสร้างผลเสียมากกว่า เพราะถูกระบบอัลกอริทึ่มของกูเกิ้ลอ่านว่าเป็นสแปม จนถูกลดอันดับได้เช่นกัน

6.ทำแบ็คลิงก์ (Backlink) พิสดารผิดธรรมชาติ
การสร้างลิงก์เชื่อมโยงมายังเว็บไซต์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนทำ SEO ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ แต่การทำลิงก์ที่ได้ผล คือ ลิงก์ตามรูปแบบมาตรฐาน ไม่ใช่การสร้างลิงก์ที่ไม่เป็นธรรมชาติตามที่ต่าง ๆ เพื่อหวังให้คนกดเข้ามาโดยไม่เต็มใจ แบบนี้จะถูกมองจากระบบว่าทำไม่ถูกต้อง

การทำ SEO ให้ได้ผลดี ต้องใช้ทั้งความใส่ใจในรายละเอียด ความอดทนและการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค หากเว็บไซต์ใดทำได้ การขายของผ่านระบบอินเทอร์เน็ตก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

SEO ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

SEO ช่วยธุรกิจคุณได้อย่างไร

เชื่อว่าหลายคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจ สิ่งหนึ่งที่นิยมทำกันเพื่อเป็นตัวช่วยหาลูกค้าหรือเพื่อให้ธุรกิจเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ก็คือการทำเว็บไซต์ ซึ่งจริง ๆ แล้ว การมีเว็บไซต์ทำได้ไม่ยาก ใคร ๆ ก็มีได้ ปัญหามีอยู่ว่า เมื่อเรามีเว็บไซต์แล้ว ทำอย่างไรให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จัก ได้อยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาใน Google ต่างหาก

การทำ SEO คือคำตอบ

เว็บไซต์ใดที่ไม่ได้มีทำ SEO หรือทำ SEO ไม่ดีหรือไม่เต็มที่ หรือเป็นเว็บที่ Google ยังมองว่า ไม่เป็นประโยชน์เท่ากับอีกหลาย ๆ เว็บ Google Bot ก็จะไม่นำเข้าในลิสต์ ผลการค้นหาก็จะไม่ถูกนำไปแสดง หรืออาจจะแสดงก็ได้ แต่แสดงในตำแหน่งหรือลำดับที่ไกลมาก คนตามเข้าไปคลิกไม่ถึง

ดังนั้น SEO จึงสำคัญและจำเป็นมากที่คนทำธุรกิจร้านค้าออนไลน์ไม่อาจมองข้าม เพราะการทำ SEO จะเป็นเสมือนการบอกกล่าวหรือแนะนำธุรกิจของเราให้ทุกคนได้รู้จัก ประมาณว่ามีสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ชื่อนี้อยู่ในโลกใบนี้ด้วยนะ ซึ่งแน่นอนเป็นการสร้างความคุ้นเคยและเพิ่มโอกาสในการขายให้เรานั่นเอง การทำ SEO จึงเปรียบเสมือนการเตรียมหน้าร้านหรือเว็บไซต์ของเราให้พร้อมที่สุดสำหรับการค้าขายออนไลน์

ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าต้องการทำเว็บไซต์ให้ประสบความสำเร็จ มีคนเข้าไปดูมากมาย, SEO เป็นสิ่งที่คุณจะมองข้ามไม่ได้เลย

การทำ SEO คืออะไร

การทำ SEO คือ การทำเนื้อหาของเว็บไซต์หรือวิธีการทางเทคนิคเพื่อให้เว็บไซต์ของเราได้แสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหาบน Google Search โดย Search Engine (Google, Yahoo หรือ Bing)จะเข้ามาอ่านและนำไปจัดลำดับ ซึ่งแน่นอนว่า เจ้าของธุรกิจต่างก็ต้องการให้เว็บไซต์ของตนได้อยู่ในลำดับต้น ๆ เพราะยิ่งอยู่ลำดับแรก ๆ เท่าไหร่ โอกาสที่จะมีคนคลิกเข้าดูก็จะมากขึ้นเท่านั้น นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เพราะการทำ SEO เราไม่ต้องเสียเงินให้ Google เลย เพียงแต่เราต้องคิดหาวิธีว่าจะทำอย่างไรให้ Google ได้จัดลำดับเว็บไซต์ของเราเป็นตำแหน่งแรก ๆ เท่านั้น ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่า เว็บของเรามีคุณภาพแค่ไหน คอนเทนต์น่าสนใจเพียงใด มีจำนวน Keyword เหมาะสมพอที่ Google จะนำไปจัดลำดับหรือไม่นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าเมื่อเราทำ SEO แล้ว เว็บไซต์ของเราจะขึ้นไปอยู่หน้าแรกในทันทีทันใด เพราะกว่าที่เว็บไซต์ของเราจะขึ้นไปอยู่ลำดับต้น ๆ ได้ ต้องใช้เวลานับเดือน ดังนั้น เจ้าของธุรกิจหากคิดจะทำ SEO ก็ควรทำได้เลยทันที ไม่จำเป็นต้องรอให้มีเว็บไซต์ก่อนก็ได้ ส่วนคนที่มีเว็บไซต์อยู่แล้ว เมื่อทำ SEO ก็ให้ใจเย็น ๆ อย่าลืมว่าการที่เว็บใดเว็บหนึ่งจะถูกเลื่อนอันดับได้ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ทั้งระยะเวลาและการทำงานอย่างต่อเนื่อง เมื่อไหร่ที่ Google เห็นว่าเว็บนั้น ๆ มีศักยภาพ ก็จะค่อย ๆ เลื่อนลำดับตำแหน่งหน้าเว็บขึ้นมาให้เองเรื่อย ๆ จนถึงหน้าแรกสุด (ลำดับ 1-10) ซึ่งแน่นอนว่าตำแหน่งบนสุดคือตำแหน่งที่ทุกธุรกิจต่างแย่งชิง

ในโลกของการแข่งขัน มีหลายหนทางที่จะช่วยทำให้ธุรกิจของคุณนำหน้าคู่แข่งได้ และยืนอยู่บนโลกธุรกิจได้อย่างองอาจเข้มแข็ง เว็บไซต์ SEO คือหนทางหนึ่งที่ช่วยคุณได้ แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม อย่าลืมศึกษาหาความรู้และทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ถูกต้องและมั่นใจ เพราะโลกธุรกิจคือโลกของผู้รู้จริงเท่านั้น

แจกกลยุทธ์ 5 ข้อสำหรับการทำ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์ที่ได้ผล

แจกกลยุทธ์ 5 ข้อสำหรับการทำ SEO เพื่อการตลาดออนไลน์ที่ได้ผล

ปัจจุบันการทำธุรกิจเกิดการแข่งขันที่รุนแรง ต้องตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา รวมทั้งข้อมูลของสินค้าและบริการจะต้องส่งตรงถึงผู้บริโภคด้วยความรวดเร็ว ดังนั้นการทำการตลาดออนไลน์จึงถือเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันเป็นอย่างมาก ตัวช่วยที่ได้ผล มีประสิทธิภาพ และไม่จำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากมายคือการทำให้ข้อมูลสินค้าหรือบริการติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาในกูเกิ้ล (Google) หรือที่เรียกว่า SEO นั่นเอง วันนี้เราจะมาแจกกลยุทธ์การทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพเพื่อการทำการตลาดออนไลน์ที่ได้ผลกัน

SEO หรือ Search Engine Optimization คือกระบวนการบนโลกออนไลน์ที่จะทำให้ผู้บริโภคสามารถมองเห็นเว็บไซต์ของธุรกิจ ได้ทำความรู้จักสินค้าหรือบริการ ตลอดจนเกิดการซื้อขายสินค้าหรือบริการของธุรกิจได้จากการมองเห็นข้อมูลของเว็บไซต์ของธุรกิจจากการค้นหาในกูเกิ้ล (Google) ซึ่งสาเหตุที่ธุรกิจต้องทำ SEO เพราะปัจจุบันเมื่อผู้บริโภคต้องการค้นหาสินค้าหรือบริการใดก็จะเข้าไปค้นหาในกูเกิ้ล (Google) เป็นหลัก ดังนั้นธุรกิจจึงต้องทำ SEO ให้ดีโดยใช้กลยุทธ์ดังนี้

1.ทำให้เว็บไซต์ของธุรกิจเป็นที่รู้จักต่อกลุ่มเป้าหมายด้วยการใช้คีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สั้น กระชับ และตรงกับชื่อสินค้าหรือบริการของเรา เช่น ขายอาหารคลีน ก็ใช้คีย์เวิร์ดว่า อาหารคลีนราคาถูก ก็ได้ เพื่อให้นักท่องออนไลน์ทั้งหลายหาเว็บไซต์ธุรกิจให้เจอและได้มีโอกาสคลิกเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซต์ของธุรกิจได้

2.อันดับต่อมาเมื่อมีคนเข้ามาเห็นเว็บไซต์ของธุรกิจแล้วก็ต้องทำให้คนๆ นั้นสนใจกับเว็บไซต์ของธุรกิจให้นานและมากที่สุดโดยอาจใช้การออกแบบหน้าเว็บไซต์ให้น่าสนใจ มีลูกเล่น หรือมีคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคเพื่อให้เขารู้จักตัวตนของธุรกิจส่วนจะใช้บริการหรือซื้อสินค้าหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมทางการตลาดที่แสดงอยู่บนหน้าเว็บไซต์ว่ามีความน่าสนใจและดึงดูดใจผู้บริโภคมากแค่ไหน

3.การรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าจะไม่ใช่การสักแต่ขายของเพียงอย่างเดียว แต่การสร้างแบรนด์ให้เกิดขึ้นในใจของผู้บริโภคต่างหากที่สำคัญมากกว่า ดังนั้นเมื่อผู้บริโภคเข้าถึงหน้าเว็บไซต์ของเราแล้ว เราก็ต้องให้อะไรที่เป็นประโยชน์กับเขาตอบแทนบ้าง เช่น ประโยชน์ของสินค้าหรือบริการที่แบรนด์ของเราทำอยู่ก็ได้ ซึ่งไม่ใช่การดึงเขาไว้เพื่อการขายของเป็นอันดับแรก

4.การขายของจะเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้บริโภครู้จักธุรกิจเพียงพอ เวลานี้จึงเป็นโอกาสเหมาะที่ธุรกิจสามารถโฆษณาถึงคุณสมบัติและประโยชน์หรือสิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับอย่างเต็มที่ ทางเลือกอีกข้อคือการทำ Google Adwords หรือก็คือการซื้อโฆษณาเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงธุรกิจได้ง่ายขึ้นก็ได้

5.สุดท้ายธุรกิจต้องมีการกระตุ้นให้ผู้บริโภคมีการบอกต่อสินค้าหรือบริการของธุรกิจด้วยการรีวิวเพิ่มกิจกรรมส่งเสริมการขายเข้าไปก็ได้ ธุรกิจก็จะเป็นที่รู้จักและถูกบอกต่อไปเรื่อยๆ ทำให้คนรู้จักธุรกิจได้มากขึ้น

ในยุคที่ออนไลน์นำการใช้ชีวิตของผู้คนแบบนี้ การทำการตลาดออนไลน์ด้วย SEO ที่มีประสิทธิภาพถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่ทุกธุรกิจจะต้องใส่ใจเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจได้ยั่งยืนมากขึ้น