ทำไมทำบทความ SEO แล้วก็ยังไม่เพิ่มยอดขาย

ทำไมทำบทความ SEO แล้วก็ยังไม่เพิ่มยอดขาย

การทำธุรกิจออนไลน์ในปัจจุบันจำเป็นต้องอาศัยเทคนิคการทำ SEO เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่เว็บไซต์ ผ่านการนำเสนอบทความที่มีคุณภาพ และที่สำคัญคือทำให้เกิดลูกค้าประจำและลูกค้ากลุ่มใหม่เรื่อย ๆ เพื่อเพิ่มยอดขายทั้งระยะสั้นและระยะยาว แต่หลายท่านก็ประสบปัญหาแม้จะทำบทความ SEO แล้วก็ตาม เรามาดูกันว่าเกิดจากสาเหตุใดกันบ้างที่ทำให้ยอดขายไม่เพิ่ม

1. คีย์เวิร์ดที่เลือกใช้ในบทความมีหลายคำมากเกินไปในแต่ละหน้า (ไม่ควรเกิน 5 คำ) ทำให้ลูกค้าจับประเด็นที่ตั้งใจสื่อสารไม่ได้ ทำให้การนำเสนอบทความไม่ได้ผลเท่าที่ควร สุดท้ายลูกค้าก็จะไปเลือกสินค้าจากบริษัทอื่นที่มีความชัดเจนในเนื้อหาบทความมากกว่า

2. บทความมีเนื้อหาเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เน้นการขายสินค้าของบริษัท มุ่งให้ข้อมูลด้านผลบวกของตัวสินค้าและสิ่งดี ๆ ที่จะได้จากการซื้อสินค้าและบริการ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่ากำลังตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงหรือโฆษณาที่เกินจริง และส่งผลกระทบต่อความมั่นใจในการซื้อสินค้าและบริการด้วย

3. ใช้คีย์เวิร์ด SEO ถี่เกินไปจนทำให้ระบบอัลกอริทึ่มตรวจจับว่าเป็นเพจสแปมหรือเพจขยะ ทำให้เสียโอกาสในการจัดอันดับดี ๆ ในการสืบค้น

4. บทความไม่สดใหม่ มีการนำบทความเก่ามาทำซ้ำและมีการคัดลอกสูง จึงถูกระบบ search engine ประเมินคุณค่าต่ำ

5. เนื้อหาในบทความขาดอัตลักษณ์หรือสไตล์ของตัวเอง ทำให้ไม่เป็นที่จดจำของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้การสื่อสารไม่ได้ผลเท่าที่ควร

บทความ SEO

6. คีย์เวิร์ดไม่สัมพันธ์กับเนื้อหา และพยายามยัดเยียดหรือแทรกในเนื้อหาจนขาดความเป็นธรรมชาติ ซึ่งทำให้ผู้อ่านรู้สึกรำคาญและไม่อยากเข้ามาอ่านบทความอีก ทำให้เสียโอกาสในการขายสินค้าและบริการไปด้วย

7. ขาดการตั้งชื่อบทความที่น่าสนใจ ทั้งยังไม่ได้ใส่คีย์เวิร์ดลงในชื่อบทความ ทำให้เสียโอกาสในการสืบค้น จึงแทบไม่มีทางเลยที่กลุ่มเป้าหมายจะเลือกซื้อสินค้าและบริการจากเว็บไซต์ของคุณ

8. องค์ประกอบอื่น ๆ ในเว็บไซต์ที่เป็นงาน off-page SEO ก็ห้ามละเลย เช่น การลิ้งค์จากภายนอก (ข้ามเว็บไซต์) กับลิ้งค์ภายใน (ระหว่างแต่ละหน้าเพจของเราเอง) เพราะส่งผลต่อโอกาสในการนำเสนอสินค้ากับกลุ่มเป้าหมาย

9. พลาดการไปในที่ที่มีลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรวมตัวกัน เช่น สังคมการคุยออนไลน์ กลุ่มแชทหรือเพจที่เปิดขึ้นมาด้วยวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น กลุ่มคนที่ต้องการลดน้ำหนักแบบไม่ทำร้ายสุขภาพ หากคุณขายเครื่องมือออกกำลังกายหรืออาหารเสริมควบคุมน้ำหนัก ก็ควรติดตามเพจและนำเสนอสินค้าในจังหวะที่เหมาะสม

เป็นอย่างไรบ้างกับทั้ง 9 สาเหตุที่ทำให้คุณทำบทความ SEO แล้วแต่ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพิ่มยอดขาย เราหวังว่าจะเป็นประโยชน์ในการปรับใช้เพื่อแก้ไขจุดอ่อนและยกระดับมาตรฐานของบทความในเพจให้ดียิ่งขึ้น เพื่อให้ยอดขายสูงขึ้นในไม่ช้า

ยอดขาย

7 ข้อดีของการทำ SEO

SEO 7 ข้อดี 4 ข้อเสียของการทำ SEO

ในปัจจุบัน การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของนักธุรกิจรุ่นใหม่ ที่ทำการขายสินค้าและบริการทางออนไลน์ (online) กันมากขึ้น ซึ่งสำหรับผู้ที่เป็นมือใหม่ทางการตลาดออนไลน์ อาจมีข้อข้องใจว่าการทำ SEO มีความคุ้มค่าหรือสามารถวัดผลได้จริงหรือไม่?

เราจึงได้รวบรวม 7 ข้อดี และ 4 ข้อเสียของการทำ SEO มาฝากกัน

7 ข้อดีของการทำ SEO

1. ค่าจ้างทำ SEO ถูกกว่าการจ้างทำสื่อโฆษณารูปแบบอื่น ๆ เช่น การทำแบนเนอร์ การจ่ายราคาต่อคลิก หรือ pay per click

2. เกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อธุรกิจให้ดูมีความทันสมัย ฉับไว พร้อมตอบข้อสงสัยด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น

3. เป็นการอัพเดตเว็บไซต์ให้เป็นตามหลักสากล เนื่องจากระบบการสืบค้นของ search engine ต้องกำหนดการตั้งโค้ดให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก เทียบได้กับการยกเครื่องรถยนต์นั่นเอง

4. เปิดหน้าร้านให้ลูกค้าใหม่ได้รู้จักธุรกิจเรามากขึ้น

5. เป็นการทบทวน (remind) ลูกค้าเก่าและลูกค้าประจำให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

6. เป็นช่องทางประขาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุด

7. เข้าถึงลูกค้าต่างถิ่นหรือต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ทั้งนี้ควรตั้งชื่อ URL และเพิ่มเนื้อหาเป็น ENGLISH เพื่อให้ผู้ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก (ซึ่งทั่วโลกมีเปอร์เซ็นต์สูง) สามารถเข้าถึงเว็บไซต์ได้ง่าย

SEO 7 ข้อดี 4 ข้อเสียของการทำ SEO

4 ข้อเสียของการทำ SEO

1.สำหรับผู้ที่ไม่เคยทำ SEO ในธุรกิจออนไลน์ การจ้างบริษัทเอกชนทำงานส่วนนี้ รวมทั้งจ้างเขียนบทความประกอบการทำ SEO ถือได้ว่าเป็นต้นทุนที่เพิ่มเติมขึ้น ทำให้อัตราส่วนกำไรต่อชิ้นของสินค้าลดลงได้

2. การที่ไม่มีธุรกิจใดสามารถเข้าถึงตรรกะของระบบสืบค้นใน search engine ได้อย่างแท้จริง ด้วยความเป็นอัตลักษณ์ของอัลกอริทึ่ม (algorithm) จึงทำให้ต้องทำ SEO อย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถหยุดพักได้

3. พร้อมเสียตำแหน่งหรือทำเลดีๆ ในการสืบค้นให้คู่แข่งทางการค้าได้ตลอดเวลา เพราะบริษัทอื่นๆ ก็ล้วนจ้างกูรูด้าน SEO พัฒนาเว็บไซต์ แบบ SEO เช่นเดียวกัน

4. ต้องใช้ระยะเวลาในการทำ SEO จึงจะเห็นผลอาจหลายสัปดาห์หรือเป็นปี ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่เป็นซีซั่น (season) เช่น การท่องเที่ยว บางประเทศนักท่องเที่ยวนิยมไปในบางฤดู เช่น เขตยุโรป จะนิยมมากช่วงฤดูหนาว หรือการโรงแรม จะมีช่วงไฮซีซั่นของการจองอยู่ในบางเทศกาล

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่ต้องวิเคราะห์ต่อยอด ว่ามีความคุ้มค่าต่อการลงทุนในส่วนนี้เพียงใด ทั้งนี้เจ้าของธุรกิจควรศึกษาดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่เหมาะสมสำหรับการทำ SEO ด้วย เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกบริษัทรับจ้างทำ SEO หรือเลือกใช้ช่องทางอื่น ๆ ในการประชาสัมพันธ์ธุรกิจได้อย่างเหมาะสมในระยะต่อไป

การใช้ SEO และโซเชียลมีเดียเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์

การใช้ SEO และโซเชียลมีเดียเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์

เหตุผลของการทำ SEO คือการเพิ่มจำนวนผู้ชมเว็บไซต์เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการเข้าถึงคนจำนวนมากซึ่งมีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าเป้าหมายในอนาคต ทุกเว็บไซต์ที่ขายทางออนไลน์จึงพยายามเพิ่มจำนวนผู้ชม วิธีหนึ่งคือการใช้โซเชียลมีเดียช่วยทำตลาดให้เว็บไซต์มีผู้ติดตามมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, Line, Twitter, Pinterest และอื่น ๆ โดยเทคนิค SEO ที่ใช้ในเว็บไซต์สามารถโอนไปยังโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย สิ่งเดียวที่แตกต่างคือโครงสร้างของเว็บไซต์และโซเชียลมีเดียซึ่งจะต้องเหมาะสมกับรูปแบบด้วย

การทำเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก มีประโยชน์

การทำเว็บไซต์หรือเฟซบุ๊ก แนะนำให้โพสต์บทความเป็นประจำ ถ้าคุณไม่สามารถโพสต์บทความบ่อย ๆ อย่างน้อยควรเขียนบทความที่มีคุณภาพสูงมากและน่าสนใจ วิธีนี้จะดึงดูดคนเข้าใช้บริการได้มากขึ้น ทั้งชื่อเรื่องและเนื้อหาของบทความต้องใส่คีย์เวิร์ดที่คัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน เทคนิคการทำ SEO จะเชื่อมโยงหน้าเว็บไซต์กับโซเชียลมีเดียด้วยการใช้คีย์เวิร์ดเดียวกัน เครื่องมือค้นหาจะโปรโมตโพสต์โดยอิงจากคีย์เวิร์ด ทำให้บทความกลายเป็นที่นิยมอย่างรวดเร็ว อยากให้ผู้ชมค้นหาและพบโพสต์ของเว็บอย่างรวดเร็ว ควรเลือกคำหลักที่เหมาะสมที่สุด แทรกคีย์เวิร์ดในหน้าอธิบายผลิตภัณฑ์ด้วย หากคุณขาดแรงบันดาลใจ ไม่แน่ใจว่าควรเลือกคีย์เวิร์ดแบบใด อาจต้องการลองใช้บริการด้านการตลาดและจ้างนักเขียนมืออาชีพในการช่วยทำ SEO และการตลาดออนไลน์ โดยจับความคิดของผู้ประกอบการมาเขียนเรื่องราวต่างๆ เพื่อทำการโปรโมตเว็บผ่านสื่อสังคมออนไลน์

การใช้ SEO และโซเชียลมีเดียเพิ่มคนเข้าเว็บไซต์

ก่อนเขียนบทความต้องศึกษาลูกค้าเป้าหมายว่ามีพฤติกรรมการจับจ่ายและความพึงพอใจอย่างไร เนื้อหาที่สนุกสนานจะเป็นที่นิยมของคนทั่วไป ส่วนคนที่มีการศึกษามีระดับสูงสนใจคอนเทนต์ที่ให้ความคิดและมุมมองใหม่ ๆ มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์และสอดคล้องกับความต้องการ อาจเสริมด้วยไฟล์ภาพสวย ๆ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ หรือโพสต์วิดีโอสั้น ๆ อธิบายคุณประโยชน์หรือเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

รูปภาพเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคการทำ SEO ด้วย การโพสต์บทความบนสื่อสังคมออนไลน์โดยที่ไม่มีรูปภาพจะไม่ค่อยน่าสนใจและประสบความสำเร็จน้อยกว่าโพสต์ที่มีรูปภาพ เพราะรูปภาพดึงดูดความสนใจของผู้คน เลือกรูปภาพอย่างระมัดระวัง ควรเกี่ยวข้องโดยตรงกับข้อความในโพสต์ที่ลงบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากคุณกำลังมองหาคนเข้าชมเว็บไซต์เพิ่มขึ้น บางคนอาจคลิกลิงก์หลังจากเห็นภาพโดยไม่ต้องดูข้อความที่ได้โพสต์ในสื่อสังคมออนไลน์แม้แต่น้อย แสดงถึงอิทธิพลของรูปภาพต่อการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ แต่ถ้าเลือกภาพสวย ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับกับโพสต์หรือเว็บไซต์เลยเพื่อหวังดึงคนเข้ามาเยี่ยมเว็บจำนวน ผลลัพธ์ที่ได้จะมีแต่ด้านลบ เพราะทำให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเข้ามาแล้วไม่พบสิ่งที่ต้องการ จึงไม่ค้นหาต่อและอาจไม่กลับมาใช้บริการซ้ำอีก

อย่าลืมว่าโปรไฟล์โซเชียลมีเดียและโพสต์บทความของคุณจะปรากฏบนในผลการค้นหาของ Google จึงเป็นเหตุผลที่ควรผลักดันแบรนด์ให้สร้างความโดดเด่นบนโพสต์โซเชียลมีเดียและเว็บไซต์ให้คนเห็นและรู้จักมากขึ้นอีก

ช่วงเวลาไหนถึงควรโพสเฟสบุ๊คมากที่สุด

เวลาดีที่สุด ในการโพสต์เนื้อหาลงเว็บ และโซเชี่ยล

หากคุณกำลังใช้วิธีการทำ SEO เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การตลาด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการทำเว็บไซต์ หรือการใช้โซเชียลมีเดียอย่าง Facebook, Line, Instagram, Pinterest และ Blog ควรเลือกโพสต์บทความและรูปภาพในเวลาที่คนกำลังใช้งานอยู่ เป็นวิธีดีที่สุดที่จะทำให้คนเห็นโพสต์ของคุณมากที่สุด จะมองผ่านตาแล้วคลิกเข้าอ่านเลย หรือปักหมุดไว้แล้วค่อยย้อนกลับมาอ่านก็ตาม ล้วนเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของคุณทั้งนั้น คุณจำเป็นต้องเรียนรู้กลยุทธ์การกำหนดเวลาโพสต์ที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าเป้าหมายได้รับข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาบทความมากที่สุดและมีส่วนร่วมมากที่สุด

ช่วงเวลาโพสลงเว็บและบนโซเชี่ยล

วันและเวลาไหนเหมาะที่สุดสำหรับการโพสต์รูปภาพและบทความบนเว็บไซต์และโซเชียลมีเดีย โดยปกติผู้ใช้ Facebook, Line, Instagram และ Pinterest จะเข้าใช้งานตลอดทั้งสัปดาห์ โดยคนจะให้ความสนใจเล่นโซเชียลมีเดียในวันจันทร์มากกว่าวันอื่น ๆ แนะนำให้โพสต์เนื้อหาในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี หลีกเลี่ยงการโพสต์ช่วง 15.00-16.00 น. ซึ่งเป็นชั่วโมงก่อนที่คนจะออกจากที่ทำงาน การโพสต์วิดีโอจะโพสต์วันไหนก็ได้ เวลาเหมาะคือระหว่าง 21.00 น. ข้ามไปอีกวันเวลา 8.00 น. สำหรับการโพสต์บน Facebook, Instagram และ Pinterest ควรโพสต์เวลา ระหว่าง 8.00-9.00 น. และเวลา 17.00 น. และข้ามไปโพสต์เวลาเหมาะอีกช่วงคือตีสอง เพื่อที่คนเปิดมือถือมาแต่เช้าจะเห็นเป็นอันดับแรก คุณลองพิสูจน์ดูก็ได้ ทดลองกับกำหนดเวลาใหม่ เช่น วันพุธ เวลา 7:00 น. และดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น

สำหรับการโพสต์รูปภาพใน Pinterest ก็ใช้หลักเดียวกับ Instagram เพราะผู้ใช้งานมักจะอยู่ในกลุ่มเดียวกัน โดยโพสต์เวลา ระหว่าง 8.00-9.00 น. และเวลา 17.00 น. เนื้อหาของคุณจะผ่านตาลูกค้าเป้าหมายมากที่สุด หากคุณโพสต์เนื้อหาในเวลาอื่นจะเห็นว่าไม่ได้รับความสนใจมากเท่าที่ควร ลองเปลี่ยนเวลาดูและประเมินผลว่าจริงหรือไม่…

ค่าเฉลี่ยนโพสจาก Reddit

บทสรุปการวัดผลเชิงสถิติ

สถาบันการวิจัยด้านการตลาดบนสังคมโซเชียลเผยเกี่ยวกับเนื้อหาที่ควรโพสต์บน Instagram ในแต่ละวัน โดยประเมินจากแบรนด์ดัง 55 แบรนด์ที่ทำตลาดใน Instagram พบว่าแบรนด์ส่วนใหญ่โพสต์โดยเฉลี่ย 1.5 ครั้งต่อวันหรือ 2-3 ครั้งทุก 3 วัน คุณนำไปทดลองกับผู้ชมของคุณได้ว่ามีผลตอบกลับมาอย่างไร การโพสต์เนื้อหาวันละหลายครั้งไม่มีผลกระทบเชิงลบต่อผู้ใช้สื่อ แต่ความถี่ในการโพสต์มีความสำคัญ แต่ไม่มากเท่ากับคุณภาพของบทความที่โพสต์ เน้นความสอดคล้องกับสินค้าและบริการ ถ้าขยันโพสต์รายชั่วโมงหรือรายสัปดาห์อย่างสม่ำเสมอ เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าต้องการย่อมก่อประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในทางกลับกัน ถ้าลดความถี่ในการโพสต์ลง คุณอาจเสียผู้ติดตามไปอย่างรวดเร็ว

อยากรู้ว่าใครเลิกติดตามคุณ ลองดาวน์โหลด Crowdfire ช่วยให้ติดตามความเติบโตของธุรกิจทางได้ทุกวัน ประหยัดเวลาด้วยการจัดการบัญชีโซเชียลทั้งหมดจากที่เดียว ให้ Crowdfire ทำงานแทนคุณ ช่วยค้นหาเนื้อหาที่ผู้ชมชื่นชอบและโพสต์ในเวลาที่เหมาะสม เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสการทำธุรกิจให้เติบโตได้ดีที่สุด

seo มีประโยชน์

ทำไมถึงต้องใช้ SEO ในการโปรโมทเว็บไซต์

เมื่อพูดถึงการสร้างเว็บไซต์ให้เป็นที่รู้จักและชื่นชอบต้องอาศัยการโฆษณาเข้าถึงคนจำนวนมากเผยแพร่ข้อมูลออกไปให้รู้แบรนด์ของเราคือใคร ทำอะไร มีสินค้าและบริการอะไรบ้าง การทำ SEO มีประโยชน์และเป็นสิ่งที่จำเป็นในโลกของธุรกิจการค้าผ่านอินเทอร์เน็ตซึ่งมีการแข่งขันสูง ช่วยให้ เว็บไซต์ใช้ง่าย และค้นหาง่ายด้วยการแสดงผลในหน้าแรก ๆ ของการค้นหาบนกูเกิ้ล นอกจากนั้นยังใช้เงินลงทุนต่ำมากเมื่อเทียบกับการโฆษณารูปแบบอื่น เรามาดูเหตุผลทีละน้อยว่าการทำ SEO มีประโยชน์อย่างไรบ้าง

SEO มีประโยชน์อย่างไร

1.ช่วยให้แบรนด์เข้าถึงผู้ค้นหาจำนวนมาก – หากเว็บไซต์ของเราทำ SEO อย่างถูกต้อง สามารถเพิ่มจำนวนลูกค้าเข้าเว็บไซต์มากขึ้น มีโอกาสสร้างความประทับใจให้ผู้ชมหน้าใหม่กลายเป็นลูกค้าประจำบนเว็บไซต์ของคุณได้ ตามปกติการค้นหาสินค้าและบริการบนอินเทอร์เน็ต เราจะใช้ Search Engine อย่างกูเกิ้ลในการค้นหาโดยใส่คีย์เวิร์ดลงไป เช่น “ประกันชีวิต” ชื่อของบริษัทประกันจะปรากฏขึ้นมากมาย หากทำ SEO ช่วยให้ชื่อบริษัทของคุณปรากฏขึ้นมาภายในหน้าแรกบนกูเกิ้ล สร้างโอกาสให้บริษัทเปิดตัวใหม่เข้าถึงลูกค้าที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ โดยไม่จำเป็นต้องซื้อโฆษณาที่มีราคาแพง การเลือกคำค้นหาที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าเราเน้นคีย์เวิร์ดที่เฉพาะเจาะจง เช่น “ประกันภัย การเดินทาง” “ประกันภัย รถยนต์” ผลการค้นหาจะแคบลงและเชื่อมโยงกับผลิตภัณฑ์ของเรามากขึ้น จำนวนคู่แข่งยิ่งน้อยลง

2.สร้างลูกค้าใหม่ ดึงดูดใจลูกค้าเดิม – การทำ SEO ช่วยให้เข้าถึงผู้ค้นหาได้ง่ายขึ้น รวดเร็ว และเป็นวงกว้าง ผู้คนโดยส่วนมากจะมีความสนใจในสินค้าหรือบริการเป็นทุนเดิม ถ้าคีย์เวิร์ดที่ค้นหาเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดของการทำ SEO ในเนื้อหาของคอนเทนต์ ย่อมมีโอกาสเข้าถึงและเปิดตัวให้ลูกค้าใหม่ได้รู้จักตลอดเวลา พร้อมกันนี้ยังอัพเดทข่าวสารความเคลื่อนไหวไปยังลูกค้าเดิมอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ยิ่งเลือกคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมในการเจาะตลาดกลุ่มเป้าหมายได้ดีเท่าไร สามารถเพิ่มโอกาสในการขายมากขึ้นเท่านั้น เพิ่มจำนวนลูกค้าประจำเว็บไซต์ของคุณได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน

3.ช่วยโปรโมทเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา – การส่งต่อและรับข่าวสารจากคนรู้จักกันทำให้เกิดความไว้วางใจ สร้างความน่าเชื่อถือให้แบรนด์มากกว่าการโฆษณาผ่านสื่อทั่วไป นอกจากนี้ผู้ที่มีความสนใจสามารถค้นหาคีย์เวิร์ดและพบเว็บไซต์ได้ตลอดเวลา เรียกว่าเป็นช่องทางการโฆษณาที่มีประสิทธิภาพสูงเพราะทำงานตลอด 24 ชั่วโมงในทุกๆ วัน เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้นด้วยค่าใช้จ่ายที่ประหยัด

รูปแบบการทำตลาดออนไลน์ผ่านการทำ SEO สามารถเชื่อมโยงกับสื่อโซเชียลต่าง ไม่ว่าจะเป็นเฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม หรือช่องทางอื่นๆ ช่วยให้เกิดการส่งต่อ กดไลค์ กดแชร์ ช่วยกระจายการจำนวนผู้รับข่าวสาร สังเกตได้ว่าการสร้างเนื้อหาคอนเทนต์ที่ไม่เหมือนใคร พร้อมกับการทำ SEO ใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปอย่างแนบเนียนช่วยให้เกิดความแปลกใหม่และกระตุ้นความสนใจผู้บริโภคได้มากกว่าโฆษณาในรูปแบบอื่น สามารถแทรกรูปถ่ายสวยๆ คลิปวิดีโอและสื่อมัลติมีเดียอื่น ๆ สร้างมิติใหม่ของการตลาดออนไลน์ให้เกิดกระแส เมื่อถูกเผยแพร่ออกไปก็มักจะสามารถสร้างรายได้ให้กับธุรกิจมากขึ้น

การตลาดผ่าน seo

เพิ่มความเร็วในการโหลดเว็บ

เว็บใช้ง่าย น่าอ่าน โหลดเร็ว สำคัญไม่แพ้เทคนิคทำ SEO

ธุรกิจออนไลน์จำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับการทำเว็บให้ติดอันดับในเสิร์จเอนจิน หวังว่าจะยืดหยัดได้อย่างแข็งแกร่งในภาวะที่โลกธุรกิจทวีการแข่งขันรุนแรง โดยเฉพาะในเรื่องการทำ SEO เพื่อทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับที่ดีของผลการค้นหาในกูเกิล วิธีการปรับอันดับของเว็บไซต์มีหลายองค์ประกอบซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องเนื้อหาในเว็บไซต์ การเลือกคีย์เวิร์ดดึงผู้ค้นหาเข้ามาอ่านข้อมูลผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการจัดโครงสร้างเว็บให้ใช้งานง่าย และรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมาย ผู้ประกอบการควรเลือกวิธีที่สอดคล้องกับธุรกิจของตนเองมากที่สุด โดยมองจากรวมแล้วพัฒนาเพื่อให้เว็บไซต์แสดงผลการค้นได้เร็วขึ้น น่าอ่าน สำคัญคือโหลดเร็วเพื่อให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มผู้มีอายุที่มีกำลังซื้อสูงและเพิ่งทำความรู้จักกับเทคโนโลยีใหม่ได้ไม่นาน

ความจริงแล้วการทำธุรกิจออนไลน์เป้าหมายหลักคือการขายสินค้าหรือบริการ เพียงแต่การทำ SEO จะช่วยโฟกัสให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาสินค้าของเราได้เร็วขึ้น ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น การลงทุนลงแรงทำ SEO ควรจะมุ่งส่งเสริมในเรื่องการนำเสนอข้อมูลไปพร้อมกับสร้างความประทับใจให้ลูกค้าพอใจกับการเข้ามาอ่านบทความ พิจารณาสินค้า และตัดสินใจซื้อ

โครงสร้างเว็บไซต์เป็นส่วนสำคัญที่ต้องใส่ใจมาก หน้าแรกเป็นเมนูที่ลิงก์เข้าสู่สินค้าและบริการตามหมวดหมู่ ยิ่งทำให้อ่านง่ายใช้สะดวกมากเท่าไรยิ่งสร้างประสบการณ์ที่ดีดึงลูกค้าเข้ามาเยี่ยมชมซ้ำๆ และมีโอกาสปิดการขายได้ง่ายขึ้น แนะนำให้ผู้ประกอบการปรับแต่งเว็บไซต์ให้ทำงานได้ดีในระบบค้นหา โดยเลือกใส่คีย์เวิร์ดในข้อมูลสินค้าและบทความ ถ้าในเว็บไม่ได้เน้นเนื้อหาเป็นตัวอักษรมากนัก อาจเลือกใส่คีย์เวิร์ดในชื่อไฟล์ของรูปภาพเพื่อให้เสิร์จเอนจินเข้าใจและลิงก์การค้นหาของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ง่าย

การเลือกใช้คีย์เวิร์ดที่ตรงกับสิ่งที่ผู้บริโภคกำลังค้นหาอยู่เป็นวิธีการทำ SEO อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเปิดเข้ามาในเว็บพบเห็นสินค้าและบริการที่ตรงกับความต้องการอยู่แล้ว การเขียนบทความชักจูงลูกค้าได้น่าอ่าน แนะนำข้อมูลสินค้าและบริการอย่างละเอียด ดูมีคุณค่าน่าใช้ แม้ว่าลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อในวันนี้ แต่จะเกิดความประทับใจทำให้แวะเวียนเข้ามาอีก วันหน้ามีโอกาสปิดการขายและอาจได้รับการแชร์บอกต่อให้เพื่อนพี่น้องเข้ามาอุดหนุนสินค้าของเราอีก

สำหรับคนที่เน้นการทำบทความที่มีคุณภาพ บริบทของคำว่าคุณภาพอาจไม่ได้หมายถึงสำนวนภาษาสละสลวย เหมือนเป็นวรรณกรรมที่ไม่เสื่อมไปตามกาลเวลา แต่หมายถึงเนื้อหาสำคัญที่ตอบโจทย์สิ่งที่ลูกค้าค้นหา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลสินค้า การใช้งาน ประโยชน์ หรือรีวิวของลูกค้าเก่า โดยอาจจะใช้คำจูงใจให้ผู้คนอยากกดเข้าไปอ่าน เช่น How to, Guide, Review, Best เหตุผลของการเขียนบทความที่ใช้ภาษาสั้นกระชับ เข้าใจง่าย เพื่อให้ความสำคัญกับการแสดงผลบนมือถือ ไม่ใช่เพราะคนทุกวันนี้ไม่อ่านชอบบทความยาวเกินไปเท่านั้น แต่ยังสะดวกในการอ่าน ค้นหา และสั่งซื้อสินค้าอีกด้วย

How to Mobile SEO

ทุกสิ่งที่ควรทราบเกี่ยวกับเรื่อง “Mobile SEO”

การใช้สมาร์ทโฟนเป็นปรากฏการณ์ระดับโลก สำหรับคนส่วนใหญ่การใช้โทรศัพท์จะเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า อุปกรณ์เคลื่อนที่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตอย่างใช้รวดเร็วและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของ SEO หากคุณยังไม่ได้ปรับแต่งเว็บไซต์สำหรับ SEO บนมือถือ ก็มีโอกาสสูงที่คุณจะไม่เข้าถึงผู้ชมเป้าหมายหรือตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้

ความสำคัญของ Mobile SEO คืออะไร ?

Mobile SEO เป็นสิ่งสำคัญเพราะช่วยให้คุณสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ในเวลาที่เหมาะสมและในสถานที่ที่เหมาะสม ทุกๆวันผู้คนกำลังค้นพบข้อมูลจากสมาร์ทโฟนมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่การเข้าชมบนอุปกรณ์เคลื่อนที่ๆเหนือกว่าการเข้าชมบนเดสก์ท็อป เพื่อเชื่อมต่อกับผู้ใช้โทรศัพท์มือถือหลายล้านคนจึงจำเป็นต้องมีกลยุทธ์ SEO สำหรับมือถือที่มีประสิทธิภาพ ตามรายงานผู้ใช้สมาร์ทโฟนมีเป้าหมายในการซื้อมากกว่าผู้ใช้เดสก์ท็อป ดังนั้น คุณจึงต้องเพิ่มศักยภาพให้กับเว็บไซต์เพื่อทำงานบนมือถือหรือสมาร์ทโฟนให้ดีที่สุด

การ Index ของ Google เพิ่มความสำคัญของ Mobile SEO

การทำให้เว็บไซต์เป็นมิตรกับอุปกรณ์เคลื่อนที่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นานมานี้ โดย Google จะเริ่มให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ที่ทำออกมาเพื่อรองรับการใช้งานบนสมาร์ทโฟน หรือเรียกว่า Mobile-First การประกาศนี้หมายความว่าธุรกิจออนไลน์ต้องดำเนินการหากไม่ต้องการสูญเสียลูกค้าไปยังคู่แข่ง

ข้อควรพิจารณาที่สำคัญสำหรับ Mobile SEO

ความเร็วของหน้าเว็บไซต์ – คุณไม่สามารถมีเว็บไซต์สำหรับมือถือที่โหลดได้ช้ามาก ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือจะมีความรู้สึกไม่อดทนเท่ากับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป และอาจไม่รอให้เว็บไซต์โหลดนาน 5 ถึง 7 วินาที คุณจำเป็นต้องวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บไซต์บนมือถือเป็นระยะๆและทำการเปลี่ยนแปลงที่จำเป็น คำแนะนำสำหรับการปรับปรุงความเร็วของหน้าเว็บคือการเพิ่มประสิทธิภาพภาพอัพเกรดเป็น HTTPS ใช้ CDN เป็นต้น ที่จำเป็นจะต้องลงทุนเพิ่มมากขึ้นแต่ก็เป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้อีกแล้ว

ประสบการณ์ของผู้ใช้ – นอกจากเรื่องความเร็วของการโหลดหน้าเว็บไซต์แล้ว เว็บไซต์ของคุณควรสามารถใช้งานได้ง่าย ไม่ซับซ้อนสามารถให้ผู้เข้าชมเข้สถึงข้อมูลที่ต้องการได้อย่างง่ายดายที่สุด ตรวจสอบให้แน่ใจว่าได้ขจัดอุปสรรคใดๆ ที่อาจเป็นปัญหาต่อผู้ใช้ของคุณออกจนหมด

เพิ่มประสิทธิภาพสำหรับการค้นหาในท้องถิ่น – สมาร์ทโฟน มีประโยชน์อย่างยิ่งเมื่อผู้ใช้อยู่นอกบ้าน ประมาณ 76% ของผู้ใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ค้นหาสิ่งต่างๆใกล้เคียงกับสถานที่ที่พวกเขาอยู่ ซึ่งหมายความว่าเพื่อให้บรรลุความสำเร็จ SEO อย่างแท้จริงคุณจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์บนมือถือของคุณสำหรับการค้นหาในท้องถิ่นด้วย

สถานการณ์ด้าน SEO นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น สิ่งที่เหมาะสมสำหรับเมื่อวานอาจจะใช้ไม่ได้ในวันนี้ก็ได้ คนทำ SEO จึงควรต้องคอยติดตามเพื่ออัปเดทข่าวสารใหม่ๆอยู่เสมอโดยเฉพาะจาก Google ที่เป็น Search Engine ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วิชาเทพ SEO

วิชาเทพ SEO ที่มีผลต่อการทำอันดับของเว็บไซต์

การทำ SEO ให้เห็นผล นอกจากเราจะพึ่ง 3 ปัจจัยหลัก ๆ ซึ่งได้แก่ Mobile-First User Experience , Backlink , Content แล้ว ยังคงมีปัจจัยอื่น ๆ อีกมากมาย ที่จะส่งผลต่อการทำ SEO ร่วมด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นเราจึงควรให้ความสำคัญกับทุก ๆ ปัจจัย ส่งเสริมให้ปัจจัยเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างเสริมอันดับของเว็บไซต์ของเรา ส่วนปัจจัยอื่น ๆ หรือเทคนิคอื่น ๆ ที่มีผลต่อการทำ SEO จะมีอะไรบ้างนั้น วันนี้เรามีรายละเอียดในส่วนนี้มาให้ศึกษากัน

ปัจจัยหรือเทคนิคที่มีผลต่อการทำ SEO

Encryption – มีการค้นพบว่าเว็บไซต์ส่วนใหญ่ที่ได้ใช้ HTTPS หากเปรียบเทียบกับเว็บไซต์ที่อยู่ตามหน้าแรก ๆ ของ google นั้น ส่วนใหญ่จะมีความสัมพันธ์กันเป็นหลัก ซึ่งในเรื่องนี้ SeachMetrics ก็ยังคงออกมาคอนเฟิร์มอีกว่า 45 เปอร์เซ็นต์ของเว็บไซต์ที่ส่วนใหญ่จะมีอันดับที่ดี ได้มีการจัดทำ HTTPS ด้วยเสมอ ซึ่งก่อนหน้านี้ทางด้าน google ก็ยังคงได้กล่าวถึงเว็บไซต์ที่ได้มีการทำ HTTPS มักจะมีอันดับที่ดีกว่ากลุ่มเว็บไซต์ที่เป็น HTTP โดยตรง เนื่องจากในเรื่องของความปลอดภัยผ่านการรับส่งข้อมูล ถือได้ว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมาก และ google ก็ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน

H1 และ H2 Headings – เทคนิคนี้ถูกนำมาใช้ในหน้า Landing page และพบว่าเว็บไซต์ที่เลือกใช้เทคนิคนี้ มีการเลือกกำหนด H1 และ H2 ให้อยู่ใน Source code ภายในเว็บไซต์โดยตรง ส่งผลทำให้เว็บไซต์เกิดความแข็งแกร่ง และสามารถอยู่ในอันดับดี ๆ ได้เช่นกัน

Anchor text – ความสำคัญผ่านการใส่ Exact match keyword เข้าไปภายใน anchor text ยังคงสามารถส่งผลต่อการทำอันดับของเว็บไซต์ได้เป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะถูกทางด้าน google ลงโทษได้ในที่สุด หากความเป็นธรรมชาติแทบที่จะไม่มีเหมือนกับเป็นการสแปมมากจนเกินเหตุ เพราะฉะนั้นแล้วเราควรแก้ไขปัญหานี้ด้วยกันให้ Anchor text ไปอยู่ในแบล็คลิงค์

Interstitials – สำหรับโฆษณาที่สามารถสร้างความก่อกวน หรือโฆษณาที่มักจะละเมิดการใช้งาน ส่วนใหญ่จะสร้างความรำคาญเป็นหลัก ซึ่งถ้าหากเป็นโฆษณาเหล่านี้ google มักจะตามลงโทษเว็บไซต์นั้น ๆ

ทั้งหมดนี้ก็ถือได้ว่าเป็นอีก 4 เทคนิคหรือนับได้ว่าเป็นอีก 4 ปัจจัย ที่จะส่งผลต่อการทำ SEO ในแต่ละครั้งของคุณ ถึงแม้ว่าหลายต่อหลายเรื่องที่ดูเหมือนว่าจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรภายในวงการ SEO แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ถือได้ว่าเป็นความรู้หลัก ๆ ของผู้ที่พึ่งจะศึกษาและพึ่งหัดเรียนรู้เรื่อง SEO โดยตรง ยิ่งถ้าหากใครทำเว็บไซต์และมีการตอกย้ำพร้อมทั้งให้ความสำคัญกับปัจจัยหรือเทคนิคต่าง ๆ เหล่านี้ทั้งหมดด้วยแล้ว ขอบอกเลยว่าเว็บไซต์ของคุณจะมีอันดับที่ดีขึ้นได้ในไม่ช้า

รองรับมือถือ

ความสำคัญ ในการรองรับมือถือของเว็บ

ยังคงมีอีกหลากหลายคำถามผ่านการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งแน่นอนอยู่แล้วค่ะว่า หลากหลายเทคนิค หลากหลายวิธีการ ย่อมมีผลที่จะทำให้ประสบความสำเร็จได้หรือไม่ แต่ทุกอย่างก็ยังคงต้องพึ่งพาความรู้และความเข้าใจของผู้จัดทำ SEO เป็นหลักด้วย อย่างเช่นเรื่องของวันนี้ เราจะมาพูดประเด็นที่มาพร้อมกับคำถามที่ว่า “การทำ SEO มีความจำเป็นกับการรองรับมือถือ ตลอดจนกระทั่งความเร็วผ่านการโหลดหน้าเว็บไซต์หรือไม่?” ซึ่งคำถามนี้วันนี้เรามีคำตอบมาฝากทุกท่านกันค่ะ

จำเป็นไหมที่จะต้องใส่ใจในเรื่องของการรองรับมือถือ

ในส่วนนี้ทางเราต้องขอบอกเลยค่ะว่า “มีความจำเป็นอย่างมาก” เนื่องจากปัจจุบันการรองรับผ่านมือถือ ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งหนทาง ที่จะช่วยทำให้ประสบความสำเร็จผ่านการทำอันดับให้ดียิ่งขึ้นได้ เพราะผู้คนส่วนใหญ่หันมาเลือกติดตามโซเชียว เน็ตเวิร์ก ผ่านมือถือกันมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว การจัดทำให้เว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับมือถือได้นั้น จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างมาก หากคุณมัวแต่ทำเว็บไซต์ให้สวยเป็นหลัก แต่ไม่เคยใส่ใจในเรื่องนี้เลย ย่อมส่งผลเสียอย่างแน่นอน และอีกหนึ่งส่วนที่คุณควรจะใส่ใจ นั่นก็คือ เรื่องของความเร็วผ่านการดาวน์โหลดบนหน้าเว็บไซต์ของคุณ ต่อให้คุณต้องทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ แต่สิ่งเหล่านี้ก็ยังคงมีความสำคัญ และคุณก็ไม่ควรพลาดเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

ต้องปรับแต่งในเรื่องของคุณภาพของเว็บ

หลายคนอาจจะรู้ว่า ในบางส่วนของการปรับแต่ง หากเราได้เลือกใช้เว็บไซต์สำเร็จรูป ซึ่งมีโครงสร้างที่ทางผู้พัฒนาได้เลือกออกแบบมาแล้ว ย่อมส่งผลทำให้แก้ไขได้ยากมากพอสมควร และเมื่อเราคือผู้ใช้ทำให้การปรับแต่งซอร์สโค้ดนั้น คงจะต้องค้นหาความรู้เพิ่มเติมเพื่อที่คุณจะสามารถช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในส่วนนี้ให้กับตนเองได้ ซึ่งหากเราตั้งใจที่จะทำแล้ว ขอให้มีความพยายามในการปรับแต่งให้ได้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ และเมื่อเราสามารถปรับแต่งเสร็จแล้ว อีกหนึ่งสิ่งที่เราจะต้องทำนั่นก็คือ การทดสอบ เพื่อให้รู้ตลอดเวลาว่า เว็บไซต์ของเรามีคุณภาพทางด้านเทคนิคมากน้อยขนาดไหน นั่นเอง

การเข้าถึงเว็บไซต์ในปัจจุบัน ไม่ได้มาจากคอมพิวเตอร์เป็นหลักอีกต่อไป เพราะในตอนนี้การเข้าถึงส่วนใหญ่อาจจะมาจากมือถือสมาร์ทโฟน พร้อมทั้งแท็บเลตและเครื่องมืออื่น ๆ ร่วมด้วย หากเว็บไซต์ของคุณสามารถรองรับได้ทั้งหมด ย่อมส่งผลดีต่อเว็บไซต์ของคุณอย่างแน่นอน เพราะสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่ออันดับและการทำ SEO ร่วมด้วยเช่นเดียวกัน

SEO Strategies

โครงสร้างพร้อมทั้งประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ในมุม SEO

ด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาเว็บไซต์ของทางกูเกิล ถือได้ว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่เหล่ากลุ่มคนจัดทำเว็บไซต์ต้องเกรงกลัว เพราะถ้าหากทำไม่ดีจริงย่อมไม่ผ่านการพิจารณา แถมถ้าหากทำออกมาแล้วผิดธรรมชาติ การทำอันดับย่อมเป็นไปได้ยากมาก หรือไม่ ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะทำอันดับอีกเลยในอนาคต ซึ่งการสร้างเว็บไซต์ที่ดีและมีคุณภาพจริง ๆ ถือได้ว่าไม่ใช่เรื่องยากและใคร ๆ ก็สามารถทำได้อย่างแน่นอน ซึ่งเราจะต้องเน้น 3 หลักสำคัญในการสร้างเว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น เนื้อหาบทความ โครงสร้างและประสิทธิภาพ และสุดท้ายคือ ความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมมีความเกี่ยวโยงกับการทำ SEO ซึ่งจะต้องมีความถูกต้องและเหมาะสม ย่อมส่งผลต่ออันดับที่ดีของเว็บไซต์ได้อย่างแน่นอน

โครงสร้างของเว็บพร้อมทั้งประสิทธิภาพของเว็บไซต์

ในส่วนของการจัดทำโครงสร้างต่าง ๆ ของเว็บ พร้อมทั้งการกำหนดประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ยังคงเป็นหลักการสำคัญที่ผู้สร้างเว็บไซต์จะต้องไม่พลาด ซึ่งการทำ SEO เพื่อหวังผลในเรื่องของอันดับ จะต้องเกี่ยวโยงกับการสร้างโครงสร้างเว็บที่ดี มีคุณภาพ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีจนเป็นที่น่าจับตาจ้องมอง ผู้จัดทำเว็บไซต์ส่วนใหญ่ย่อมต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการในการทำเว็บไซต์ การกำหนดโครงสร้างที่ดี มีความสะดวกสบายต่อการใช้งาน พร้อมทั้งมีประสิทธิภาพทางด้านความเร็ว ย่อมทำให้เว็บไซต์นั้น ๆ น่าจับตามองอย่างมากที่สุด และนับได้ว่าเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเน้นย้ำอย่างมาก

ต้องทำ HTTPS เพื่อเป็นองค์ประกอบในการเสริมสร้างความปลอดภัย โดยเฉพาะผ่านการรับส่งข้อมูลบนหน้าเว็บไซต์อย่างแท้จริง เน้นย้ำไปกับการทำ Responsive Design เพื่อเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพผ่านการแสดงผลได้อย่างเหมาะสม และจะต้องสามารถทำได้กับอุปกรณ์ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์มือถือ ,แท็บเลต หรือแม้กระทั่ง คอมพิวเตอร์ PC เองก็ตาม ยังคงต้องทำ Inbound Link เพื่อสร้างศักยภาพให้กับทุกหน้าบนเว็บไซต์ เพื่อให้เกิดความเชื่อมโยงกันได้แบบทั่วถึงจริง ๆ ในส่วนนี้ยังคงมีส่วนช่วยในการเพิ่มคะแนนให้กับ Backlink ในแต่ละหน้าด้วย การเลือกใช้เทคนิคอื่น ๆ เข้ามาช่วยเสริมและเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพที่ดีแก่เว็บไซต์ ไม่ว่าจะเป็น การเน้นย้ำไปกับการเพิ่มความเร็วให้กับเว็บไซต์ หรือแม้กระทั่งการใช้ Hosting ที่ดูน่าเชื่อถือและไว้วางใจได้ เป็นต้น

ในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ มีความเชื่อมโยงกับการทำ SEO เพื่อเป็นการดันอันดับให้กับเว็บไซต์ได้โดยตรง ซึ่งเราสามารถหวังพึ่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยทำการตรวจสอบ และเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีให้กับเว็บไซต์ได้โดยตรง หากมีสิ่งไหนที่ควรปรับแก้ ก็ควรที่จะเน้นย้ำทำการแก้ไขในทันที โดยเฉพาะการรองรับการแสดงผลบนมือถือในตอนนี้ ถือได้ว่ามีความสำคัญอย่างมากเลยทีเดียว