SEO ทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้!

ในปี พ.ศ. 2563 นี้เป็นปีที่นักการตลาดออนไลน์มือใหม่ที่อยากเริ่มทำเว็บไซต์ควรที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า การทำเว็บไซต์จะมีความยากขึ้นกว่านี้ และแต่ละตลาดก็จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

สำหรับนักการตลาดออนไลน์ที่อยากเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ควรเริ่มจากการเลือก Software สำเร็จรูปที่ช่วยสร้างเว็บไซต์ที่ตัวเองถนัด โดยอาจดูรีวิวหรือวิธีการใช้งานใน YouTube ก่อนเพื่อเลือก Software ที่ชอบมากที่สุด เมื่อสร้างเว็บไซต์และกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์และจัดหมวดหมู่เรียบร้อยก็มาถึงการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization หรือวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าหนึ่งของ Search Engine

วิธีการทำ SEO ตัวเองสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

คิด Keyword หรือคำสำคัญที่กลุ่มเป้าหมายจะมักใช้ค้นหาเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคุณ แล้วนำไปเช็คในเว็บไซต์ keyword research เพื่อดูปริมาณการค้นหาว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใดใน 1 เดือนและมีการแข่งขันสูงหรือไม่? โดยเว็บไซต์ keyword research มีทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย หรือหากคิด Keyword ไม่ออก อาจลองดูคำแนะนำจาก “การค้นหาที่เกี่ยวข้อง” ที่อยู่ด้านล่างสุดของ Google Search ควรหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการเอาไว้อย่างน้อย 2 – 3 คำ

นำ Keyword ที่ได้มาเขียนบทความที่มีสาระหรือให้ประโยชน์กับผู้ใช้งาน โดยวิธีการเขียนบทความควรแบ่งบทความออกเป็น หัวข้อหลัก คำนำ ส่วนเนื้อหา บทสรุป โดยในแต่ละส่วนอาจแทรก Keyword หลักเอาไว้ส่วนละ 1 คำและแทรก Keyword เกี่ยวข้องแทรกในบทความกระจายกันไป รวมถึงในส่วนของเนื้อหาควรแบ่งบรรทัดให้อ่านง่าย หรือแบ่งเนื้อหาออกเป็น Bullet เป็นต้น ความยาวของบทความควรมีปริมาณคำ 300 คำขึ้นไปต่อบทความ และควรโพสต์บทความบนเว็บไซต์ที่เขียนใหม่เป็นประจำทุกวัน รวมถึง Rewrite บทความเก่าที่น่าสนใจมาเรียบเรียงใหม่โพสต์ลงเว็บไซต์ด้วย

ใช้เทคนิคการตั้งหัวข้อบทความด้วยคำถามเพื่อให้รองรับ Google Search ที่ปรับใหม่ ซึ่งเรียกว่าระบบ Featured Snippets ที่จะโชว์กล่องตอบคำถามให้กับผู้ใช้งานเมื่อมีการถามคำถามใกล้เคียงกับหัวข้อบทความที่มีเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเขียนไว้

เขียนบทความให้มีภาษาพูดบ้างแต่ยังคงประโยชน์ของเนื้อหาเอาไว้ เพื่อให้รองรับการค้นหาด้วยเสียงที่อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

การแทรกรูปภาพบนเว็บไซต์ ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพเป็น Keyword หลัก และเมื่อนำมาใส่ลงในเว็บไซต์ก็ควรระบุคำอธิบายภาพ (Alt Image) เป็น Keyword ด้วย

วิธี การทำ SEO ข้างต้น ถูกอัปเดตมาเพื่อให้รองรับการทำเว็บไซต์ใน พ.ศ.2563 ซึ่งนอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว การพัฒนาเว็บไซต์ให้โหลดเร็ว รองรับต่อการใช้งานบนมือถือ คุณภาพของโดเมน จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความน่าเชื่อถือจาก Search Engine ในการจัดลำดับขึ้นแสดงในหน้าผลการค้นหาอันดับต้น ๆ ได้

วิธีการทำ SEO ตัวเองสามารถทำได้ง่าย ๆ

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้ ปี 2020 เน้นด้านไหนดี

คนทำเว็บไซต์ SEO ต้องรู้ ปี 2020 เน้นด้านไหนดี

ในปี 2020 การแข่งขันในวงการธุรกิจออนไลน์สูงขึ้น เนื่องจากสภาพการณ์ไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและการเมืองทั่วโลก ทำให้ทุกแบรนด์ต่างพยายามหากลยุทธ์เพื่อมาแข่งขันกัน การทำ เว็บไซต์ SEO จึงเป็นช่องทางที่ดี ทำให้เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคและช่วยเพิ่มยอดซื้อสินค้าได้มากขึ้น เรามาดูกันว่าในปี 2020 เจ้าของธุรกิจออนไลน์และผู้ดูแลเว็บไซต์ต้องเน้นการพัฒนาด้านใดบ้าง

แนวทางพัฒนาเว็บไซต์ SEO

1. long-tailed keyword

คำสำคัญที่คนใช้ค้นหาสินค้าหรือบทความจะมีลักษณะที่จำเพาะมากขึ้น เพื่อประหยัดเวลาในการสืบค้น ให้พุ่งตรงเป้าหมายมากที่สุด เช่น คนที่ต้องการเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ ๆ ก็จะเพิ่มคำค้นหาด้วยคำว่า ประหยัดไฟ รับประกันนาน ดูแลง่าย เป็นต้น ซึ่งเว็บไซต์ที่ให้บริการสินค้านั้น ๆ ก็ต้องผลิตเนื้อหาที่มีข้อมูลเชิงลึกและเป็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจ จึงจะทำให้มีการเข้ามาสืบค้นข้อมูลบ่อย ๆ และทำให้ผู้บริโภคมั่นใจสั่งซื้อสินค้าได้

2. chatbot

กล่องข้อความอัตโนมัติเป็นตัวช่วยให้ภาพลักษณ์เว็บไซต์ทันสมัย และให้ความสะดวกในการตอบคำถามต่าง ๆ จากผู้บริโภค เช่น ให้ข้อมูลสินค้า หลักการทำงานของสินค้า วิธีการซื้อขาย เทคนิคแก้ปัญหาเบื้องต้นในการใช้สินค้า ฯลฯ มีการสำรวจพบว่าผู้บริโภคคนรุ่นใหม่มีความนิยมถามคำถามเกี่ยวกับสินค้าและบริการผ่าน chatbot มากขึ้นเป็นเท่าตัวในปีที่ผ่านมา หากคุณต้องการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ก็ไม่ควรพลาดในประเด็นนี้ด้วย

3. Podcast

เป็นช่องทางให้ความรู้และความบันเทิงที่กำลังได้รับความนิยม และเป็นผลบวกต่อการคิดคะแนนและอันดับ SEO เมื่อมีการอัปโหลดขึ้นเว็บไซต์บ่อย ๆ จะทำให้เกิดการแชร์และบอกต่อ ๆ ด้วย สาเหตุที่ได้รับความนิยมมากขึ้นเพราะ Podcast เข้ากับไลฟ์สไตล์ที่สามารถทำกิจกรรมอื่น ๆ พร้อมกันได้ เช่น ขับรถ ออกกำลังกาย ทำอาหาร เลี้ยงลูก ฯลฯ

4. เป็นมิตรกับมือถือ

ปัจจุบันคนไทยกลุ่มวัยรุ่นถึงผู้สูงวัยที่มีกำลังซื้อสูง จำนวน 9 ใน 10 คน ใช้โทรศัพท์มือถือพกติดตัวตลอดเวลา ทั้งเพื่อการหาข้อมูลทางการศึกษา เล่นเกมส์ เล่นหุ้นออนไลน์ สั่งซื้อของทางอินเทอร์เน็ต ฯลฯ หากต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จักง่ายขึ้น ก็ต้องทำเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายทางมือถือด้วย ซึ่งผู้ที่ทำเนื้อหาและภาพประกอบก็ควรลดขนาดภาพให้เล็กลง เพื่อลดการสิ้นเปลืองทรัพยากรในมือถือน้อยลง ไม่มีอาการสะดุดในการใช้งาน และใช้เวลาในการดาวน์โหลดลดลง

จะเห็นได้ว่า การพัฒนาเว็บไซต์ SEO ให้สอดคล้องกับความสนใจของผู้บริโภคเป็นสิ่งสำคัญ ช่วยดึงดูดความสนใจ เพิ่มโอกาสกลับมาใช้บริการซ้ำ และเพิ่มยอดขายได้ในระยะยาว เราหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ทำให้ทุกท่านนำไปปรับใช้กับเว็บไซต์ SEO ได้อย่างดีเพื่อบรรลุเป้าหมายทางธุรกิจต่อไป

แนวทางพัฒนาเว็บไซต์ SEO

การซื้อขายสินค้าออนไลน์ เป็นช่องทางสร้างรายได้

พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ต้องรู้จัก SEO และวิธีการตรวจสอบ

การซื้อขายสินค้าออนไลน์ เป็นช่องทางสร้างรายได้ที่สำคัญให้กับพ่อค้าแม่ค้าคนรุ่นใหม่ เนื่องจากระบบการสื่อสารอินเทอร์เน็ตที่มีความรวดเร็วสูง ทำให้คนนิยมพกพาโทรศัพท์สื่อสารในการหาข้อมูล ติดตามแฟชั่น รวมถึงการสั่งซื้อสินค้าที่ตรงกับความต้องการตลอดเวลา

การจะทำให้ร้านค้าเป็นที่รู้จักได้อย่างรวดเร็ว จึงต้องสร้างฐานลูกค้า ด้วยการทำ SEO ซึ่งพ่อค้าแม่ค้าที่อยากประสบความสำเร็จต้องอ่านบทความนี้จนจบ

SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ไม่ต้องใช้ต้นทุนค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด เพียงอาศัยความสม่ำเสมอในการทำ นั่นคือ การพัฒนาเว็บไซต์ให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ที่ Search Engine อย่าง Google กำหนด ใน 2 ส่วน คือ

1. On-Page SEO

คือ การออกแบบโครงสร้างเว็บไซต์ให้สวยงาม แยกสินค้าและบริการเป็นหมวดหมู่และใช้งานง่ายทั้งในโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ หรือที่เรียกว่า Mobile Friendly รวมถึงการออกแบบโลโก้ฟอนต์ตัวอักษร ที่เป็นเอกลักษณ์ สร้างความโดดเด่นควบคู่กับการเลือกธีมสีสันที่สวยงาม และทำให้อ่านสบายตา

นอกจากนี้ การผลิตบทความ SEO ที่มีคุณภาพ ด้วยการใช้ Keyword ที่เหมาะสมยังทำให้ได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้น จากการค้นหาด้วย Keyword นั้น ๆ ทำให้ได้รับความเชื่อมั่นจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายและมียอดขายที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

2. Off-Page SEO

เป็นการเชื่อมโยงลิงก์เว็บไซต์หลาย ๆ แห่งเข้าด้วยกัน ร้านค้าออนไลน์ควรที่จะแนะนำข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริงมากกว่าการเน้นขายสินค้า ตามห้องแชทหรือกลุ่มสังคมSocial ต่าง ๆ เช่น คุณขายเสื้อผ้าเด็ก ก็ควรแนะนำการเลือกเนื้อผ้าที่เหมาะกับเด็กในกลุ่มที่รวมผู้ซื้อกลุ่มเป้าหมายไว้พ่อค้าแม่ค้าออนไลน์มือใหม่ ต้องรู้จัก SEO และวิธีการตรวจสอบ

เมื่อมีผู้ที่เห็นสาระในเนื้อความที่คุณนำไปโพสต์ และอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากสนับสนุนหรือซื้อสินค้าจากคุณ ก็สามารถที่จะให้ URL Address เพื่อนำมาซึ่งการซื้อขายได้

การตรวจสอบผลในการทำ SEO จะใช้ระยะเวลา 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไป เนื่องจากเป็นการสะสมข้อมูลลงในระบบคอมพิวเตอร์ ที่ Algorithm หรือ AI อัจฉริยะของ Search Engine จะสำรวจและเก็บข้อมูลเป็นระยะ

การทดสอบผลการทำ SEO ที่ง่ายที่สุด คือการเข้า Google Search Console ที่ เชื่อมโยงกับระบบหลังบ้านของเว็บไซต์ซึ่งจะเก็บค่าสถิติผู้ชมต่าง ๆ เมื่อติดตั้งแล้วก็สามารถล็อกอินเข้า Google Account เพื่อเช็คอันดับ SEO ซึ่งยังตรวจสอบได้อีกว่า กลุ่มลูกค้าเป้าหมายใช้คำใดในการสืบค้นบ้าง รวมถึงจะแสดงค่า CTR หมายถึงอัตราการคลิก ที่คำนวณจากจำนวนการคลิกของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายต่อจำนวนครั้งที่เห็นเว็บไซต์ของคุณปรากฏในหน้าจอ จะทำให้เกิดการพัฒนาเว็บไซต์ได้ดีในระยะยาวยิ่งขึ้น

หวังว่าบทความนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้พ่อค้าแม่ค้ามือใหม่ทุกท่านใส่ใจการทำ SEO ตั้งแต่ต้นของการทำธุรกิจ และตรวจสอบการผลสำเร็จของการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้อนาคตของธุรกิจเติบโตและยั่งยืนยิ่งขึ้น

รวบรวมเทคนิคการเลือกบริษัททำ SEO

วิธีการเลือกบริษัททำ SEO ที่กูรูแนะนำ

การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะจะส่งผลให้อันดับในการสืบค้นสูงขึ้น เมื่อพิมพ์ค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดหนึ่ง ๆ ซึ่งบริษัทรับทำ SEO ในปัจจุบันมีให้เลือกหลายแห่ง โดยที่มีระดับความน่าเชื่อถือและความสามารถที่แตกต่างกัน เราจึงได้รวบรวมเทคนิคการเลือกบริษัททำ SEO ที่กูรูแนะนำ มาฝากกันดังนี้

1. ความน่าเชื่อถือ

ควรเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่มีเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และมีเอกสารการจดทะเบียนการค้ายืนยันไว้อย่างชัดเจน เพื่อการติดตามตัวผู้รับผิดชอบได้ กรณีที่งานมีปัญหา

2. มีรีวิวผลการใช้บริการ

เราสามารถเช็คการรีวิวผลใช้บริการด้วยชื่อบริษัท ชื่อผู้จดทะเบียนบริษัท เบอร์โทรศัพท์มือถือ อีเมล ฯลฯ ในช่องทางต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ pantip หรือหาข้อมูลจากกลุ่ม facebook ที่มักมีการโพสต์แนะนำบอกต่อและเตือนภัยในการจ้างงานไว้ หากมีผลการรีวิวที่ดี ลูกค้าธุรกิจประทับใจ ก็จะเป็นแต้มต่อให้เลือกใช้บริการมากขึ้น

3. การันตีผลที่เป็นไปได้

การการันตีผลในการทำ SEO ควรจะสอดคล้องกับความเป็นจริง เพราะการทำ SEO ต้องใช้ระยะเวลาในการทำ 3 ถึง 6 เดือนขึ้นไปสำหรับการสะสมข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์ให้ algorithm วิเคราะห์ และไม่สามารถล็อกอันดับได้ หากบริษัทใดแจ้งว่าภายหลังการทำ SEO แล้วจะได้อันดับที่ 1 ต่อเนื่องไปยาวนาน ก็ให้ระวังไว้ก่อน เพราะอาจเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวงได้

4. ต้องรายงานผลสม่ำเสมอ

การทำ SEO ที่ดีต้องมีการอัพเดตข้อมูลลงในเว็บไซต์เป็นประจำ ดังนั้นบริษัทที่รับจ้างทำ SEO จึงควรมีการแสดงผลการปฏิบัติงานเสนอต่อผู้จ้างทำอย่างสม่ำเสมอ ทั้งแบบรายวัน รายสัปดาห์ และรายเดือน เพื่อให้เห็นผลการเปลี่ยนแปลงและวางแผนการทำงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะสร้างความมั่นใจได้ว่าผู้จ้างงานจะไม่สูญเงินโดยเปล่าประโยชน์

5. ทำตามกฎของ Google

บริษัทรับจ้างทำ SEO ที่ดี ต้องไม่ทำการละเมิดกฎ เช่น การทำ spam keyword คือการใส่คีย์เวิร์ดซ้ำกันมาก ๆ ในบทความหนึ่ง ๆ เพื่อให้กันมีการค้นพบได้ง่ายขึ้น หรือ การละเมิดลิขสิทธิ์บทความและรูปภาพจากแหล่งข้อมูลอื่น ซึ่งหาก Google ตรวจพบจะทำให้เว็บไซต์ของคุณถูกแบนได้ วิธีที่ดีคือ การปรับปรุงโครงสร้างเว็บไซต์ให้ใช้งานง่าย เชื่อมโยงลิงก์ที่ไม่ผิดพลาด และผลิตบทความที่มีความทันสมัยด้วยคีย์เวิร์ดที่เหมาะสม

จะเห็นได้ว่า การจ้างบริษัททำเว็บไซต์ SEO เป็นบริการที่ช่วยประหยัดเวลาและทำให้หวังผลความสำเร็จทางธุรกิจได้ดี อย่างไรก็ตาม ควรศึกษาวิธีการทำ SEO ในขั้นพื้นฐานเพื่อลดความเสี่ยงในการถูกหลอกลวงจากมิจฉาชีพ และทำให้สามารถเลือกบริษัทรับทำ SEO ที่เหมาะสม จนได้ผลลัพธ์ทางธุรกิจตามที่ต้องการได้

วิธีการเลือกบริษัททำ SEO ที่กูรูแนะนำ

ทำไมบางเว็บไซต์ทำ SEO แล้วยอดขายไม่เพิ่ม

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นวิธีการตลาดที่ได้รับความนิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน เนื่องจากกฎเกณฑ์ของ Yahoo, Bing และ Google จะช่วยในการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ หากสามารถทำตามมาตรฐานของ Search Engine เหล่านี้ได้ก็ย่อมทำให้อันดับในการสืบค้นสูงขึ้น และเพิ่มโอกาสในการขายสินค้ามากขึ้นตามไปด้วย

แต่บางเว็บไซต์ที่ทำ SEO แล้วก็ยังว่าไม่เพิ่มยอดขาย อาจเกิดจากความผิดพลาดในหลายจุด ซึ่งเราได้รวบรวมมาไว้ที่นี่แล้ว

1. เลือก Keyword ไม่เหมาะสม Keyword ที่ดีควรจะเลือกจากการวิเคราะห์ตามสถิติของ Search Engine ว่าคำที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจคุณนิยมใช้คืออะไร เช่น หากคุณต้องการขาย สินค้าให้แก่ลูกค้าชาวจีน ก็ควรจะต้องเลือกใช้ Keyword ที่ชาวจีนนิยมใช้ใน Search Engine อย่าง Bing มากกว่า Yahoo, Bing และ Google เป็นต้น การใช้ Keyword ที่ไม่เหมาะสม จะทำให้บทความของคุณไม่ได้รับความสนใจจากผู้อ่านเท่าที่ควร จึงทำให้อันดับ SEO ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นนั่นเอง

2. ขาดการเชื่อมโยง Backlink ที่มีประสิทธิภาพ การแนะนำบอกต่อเว็บไซต์ของคุณให้โลกออนไลน์รับรู้ เพื่อขยายฐานลูกค้า ควรจะต้องแสดงถึงภูมิรู้อย่างแท้จริงและมีความจริงใจในการให้ข้อมูล โดยการร่วมอยู่ในกลุ่มสนทนาต่าง ๆ เช่น Pantip หรือกลุ่มใน Facebook เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าและบริการอย่างถูกต้อง หากมีผู้ซักถามหรืออยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม คุณจึงควรให้ลิงก์ไว้ เพื่อให้ผู้ที่สนใจคลิกเข้ามายังเว็บไซต์คุณ การที่ไปแปะลิงก์ โดยไม่ได้มีการพูดคุยหรือแสดงความจริงใจจะทำให้มีโอกาสถูกแบนหรือบล็อกจากห้องสนทนาเหล่านั้น และทำให้เกิดภาพลักษณ์ไม่ดีต่อแบรนด์ด้วย

3. ขาดประสบการณ์ในการเขียนบทความ โดยเฉพาะเทคนิคการเขียนที่ไม่เน้นการขายมากเกินไป แสดงข้อมูลที่ถูกต้อง เช่น หากคุณขายอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ ก็ควรให้ข้อมูลสเปคเครื่องแต่ละรุ่นที่ชัดเจน เปรียบเทียบข้อดีข้อด้อยได้อย่างเป็นกลาง จะทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นมืออาชีพและไว้วางใจเว็บไซต์ จนตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าจากเว็บไซต์คุณ

นอกจากเรื่องของเว็บไซต์แล้ว การมีบริการหลังการขายที่ดีและมี Chatbot ช่วยเหลือตอบคำถามผู้ใช้บริการเว็บไซต์อย่างรวดเร็ว จะเสริมภาพลักษณ์ที่ดีและสร้างความมั่นใจในการใช้บริการในระยะยาว โดยเฉพาะหากเป็นสินค้าที่อาจชำรุดหรือต้องเปลี่ยนอะไหล่หลังการใช้งานเป็นระยะ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ของใช้ในครัวเรือน เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าการทำ SEO ให้มีคุณภาพ เป็นเรื่องที่ต้องใส่ใจในรายละเอียด และเลือกทีมงานที่มีความสามารถเฉพาะด้านเพื่อให้ได้ผลงานที่มีประสิทธิภาพมารวมกันให้เว็บไซต์คุณตรงใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ผู้ทำธุรกิจออนไลน์นำไปปรับใช้เพื่อให้การทำ SEO ประสบความสำเร็จได้ดียิ่งขึ้น

วิธีการตลาดที่ได้รับความนิยมมากทั่วโลกในปัจจุบัน