Keywords SEO On Page

ความนิยมผิดๆเรื่องคีย์เวิร์ดในเนื้อหาเว็บ

เป็นธรรมดาที่ทุกอย่างต้องมีการเข้าใจผิดกันได้ ไม่เว้นแม้แต่วงการ SEO ก็ตาม ความเข้าใจผิดที่จะพูดถึงในบทความนี้มีเหตุมาจากมีเพื่อนๆ SEO ได้สอบถามผมเข้ามาว่า การทำ SEO On Page ในปัจจุบัน เราจำเป็นต้องใช้คีย์เวิร์ดเป็นคำแรกของไตเติ้ลเว็บและคำแรกของเนื้อหาบทความหรือไม่ เป็นคำถามที่น่าสนใจมาก เพราะเมื่อก่อน การทำอันดับเว็บไซต์ เราจะมีความเชื่อว่าการใส่คีย์เวิร์ดไว้คำแรกของเนื้อหาไตเติ้ลและเนื้อหา จะเป็นจุดโฟกัสสำคัญที่ Search Engine จะให้ความสำคัญของเว็บเรามากกว่าเนื้อหาเว็บอื่นที่ไม่ได้ขึ้นต้นด้วยคีย์เวิร์ด เป็นความเชื่อที่ไม่ได้คิดเอาเองซะด้วย มีการทดลองแล้วปรากฎว่ามันได้ผลลัพธ์เป็นแบบนั้นจริง จนทำให้วิธีใส่คีย์เวิร์ดไว้ในคำแรกนิยมใช้กันมาก

ปัจจุบัน การทำวิธีนี้ไม่ได้ผลแล้ว

แต่ทุกอย่างย่อมมีจุดสิ้นสุดลง เมื่อ Google จับไต๋ได้ว่านักทำ SEO เริ่มนิยมทำเว็บแบบนี้มากขึ้น ซึ่งมันไม่ได้แมชกับความเป็นคุณภาพสักเท่าไหร่ หลายคนพยายามเน้นแต่คีย์โดยที่ไม่สามารถสัมพันธ์คีย์เวิร์ดเข้ากับบทความได้เลย Google จึงมีการอัพเดทอัลกอริทึ่มครั้งใหม่โดยลดค่าความสำคัญส่วนนี้ลงไปแทน ดังนั้น ในยุคสมัยนี้ จะใส่ไว้คำแรกของไตเติ้ลและบทความ หรือจะใส่ไว้คำที่ 2 3 4 ก็มีค่าเท่ากันหมด ใครที่ยังคิดจะพยายามสร้างความเชื่อมโยงของบทความให้เข้ากับคีย์เวิร์ดที่ถูกใช้ขึ้นต้นเป็นคำแรกก็ไม่ต้องคิดให้ปวดหัวแล้ว เขียนเรื่องราวลงเว็บของเราแบบสบายๆ ไม่ต้องไปโฟกัสเรื่องพวกนี้ให้เครียด จำได้ว่าในช่วงที่นิยมทำรูปแบบใส่คีย์เวิร์ดเป็นคำแรก เจ้าของเว็บไซต์ขนาดใหญ่ที่รักการทำ SEO เข้าเส้นเลือด ถึงกับต้องมารื้อแก้ไขเว็บยาวๆเป็นเดือนเลยกว่าจะแก้ได้ทุกบทความ สุดท้ายเมื่อ Google ได้ลดค่าความสัมพันธ์เรื่องนี้ลงไป ก็มานั่งคิดขำตัวเองว่าทำอะไรลงไปวะเนี่ย…

SEO พื้นฐาน ดีกว่า SEO เทคนิคเยอะ

ยิ่งเวลาผ่านไปมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นตัวสะท้อนให้เห็นว่าการทำ SEO แบบ Basic ไม่ต้องคิดลึกซึ้งให้ปวดหัว ย่อมดีกว่าการทำ SEO สายเทคนิคร้อยพ่อพันแม่มายำไว้ในเว็บของเรา ไม่ว่าจะใช้เทคนิค Redirect เข้าหน้าเว็บเพจต่างๆที่ไม่ซ้ำกัน หรือใช้ nofollow ใส่ลิงค์บางส่วนแบบเอาให้เป๊ะทุกลิงค์ขาออกในเว็บเราที่ไม่ต้องการให้บอทตามไปยังเว็บปลายทาง เพื่อควบคุมลิงค์ออกทั้งเว็บไซต์ของเรา หรือจะเทคนิคอื่นๆที่มีมาไม่ขาดสายในแต่ละยุคสมัยของการทำ SEO แต่ทุกครั้งที่อัลกอริทึ่มของ Search Engine อัพเดทครั้งใหญ่ เว็บที่เทคนิคเยอะก็มักจะอันดับร่วงง่ายกว่าเว็บที่ทำแบบงงๆแต่อยู่บนการทำ SEO พื้นฐานที่ถูกต้อง ดังนั้น เราไม่จำเป็นต้องคิดเยอะ เอาที่คิดว่าวิธีไหนที่ควรจะทำในเว็บคุณภาพก็ให้ทำ อันไหนไม่รู้ว่ามีผลดีหรือเสียก็ไม่ต้องไปตามกระแสทำ ถ้าอยากทำ SEO สายเทคนิคเยอะๆ ก็ให้ทำเว็บสร้างใหม่ที่พร้อมจะทิ้งได้เสมอ เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเทคนิคที่เราใช้ วันนึงมันจะส่งผลเสียให้เว็บของเรารึปล่าว ซึ่งจากสถิติแล้วถ้าเป็นเทคนิควิชา SEO ทางลัดก็มักจะส่งผลเสียในระยะยาวอยู่แล้ว คิดดีๆก่อนทำอะไรสักอย่างนึงนะ

Pyramid Links

ทำความรู้จักกับพีระมิดลิงค์

หากใครคนไหนเคยได้ยินเรื่องการทำลิงค์เป็นชั้นมาบ้าง อาจจะมีความสงสัยคาใจในหลายข้อเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำไมเราต้องทำลิงค์เป็นชั้น ? ผลดีผลเสียมีอะไรบ้าง ? ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการ SEO ประเทศไหนย่อมต้องรู้จักเรื่องพีระมิดลิงค์เป็นอย่างดี เพราะในอดีตมันเคยเป็นวิธีการทำที่ส่งผลให้การทำอันดับเว็บไซต์ง่ายขึ้นราวกับว่าเราสามารถกำหนดอันดับหนึ่งได้ด้วยมือของเราเอง ถึงแม้ว่าปัจจุบันวิธีการนี้จะใช้ไม่ค่อยได้ผลดีเท่าเมื่อก่อน แต่ก็ควรศึกษาไว้เป็นความรู้ติดตัว เผื่อเราอาจจะพลิกแพลงเกิดการทำวิธีรูปแบบใหม่เกี่ยวกับ SEO ก็เป็นได้

แนวคิดของการทำ Link Pyramid

ช่วงนี้การทำ SEO ได้รับความนิยมอย่างมากในอดีตที่ผ่านมาก่อนจะมีพวก Social ต่างๆโผล่ขึ้นมาให้เล่น ได้มีนัก SEO หลายคนที่พยายามจะค้นหาวิธีการทำอันดับในรูปแบบใหม่ๆที่สามารถทำอันดับได้ดีกว่าวิธีพื้นฐานทั่วไปที่คนส่วนใหญ่นิยมใช้ทำอันดับ ใครๆก็ย่อมอยากมีวิธีลัดที่จะย่นระยะเวลาลงไป จนในทุกสุดก็เกิดแนวคิดวิธีการทำแบบสุดโต่งขึ้นมานั้นคือ “Link Wheel” มันเป็นการเชื่อมโยงจะแต่ลิงค์ให้ต่อกันเป็นวงจร และ 1 ลิงค์ก็จะใช้ 1 โดเมน เชื่อมวนหากัน จากเว็บ 1 ไปเว็บ 2 และจากเว็บ 2 ไปเว็บ 3 วนไปแบบนี้จนเว็บสุดท้ายจะวนมาจบที่เว็บ 1 เพื่อให้เกิดเป็นวงจรลิงค์ย่อย และในแต่ละโดเมนที่ทำลิงค์เชื่อมหากัน จะมีลิงค์มายังเว็บไซต์ทำเงินของเราด้วย แนวคิดนี้มาจากการเกิดมุมมองที่ว่า หากแต่ละ Backlinks ของเว็บไซต์เรา มีการถ่ายโอนค่าคะแนนของแต่ละโดเมนเข้าหากันโดยเป็นในรูปแบบวงจร มันจะช่วยให้การทำอันดับดีขึ้น และในช่วงนั้นมันก็เป็นผลดีจริงๆ มีแค่ 10 โดเมนเอามาทำลิงค์วิวแล้วแต่ละโดเมนโยงลิงค์เข้าหาเว็บไซต์ทำเงิน อันดับจะดีขึ้นอย่างน่าตกใจ

วิธีนี้ก็ถูกเผยแพร่บอกต่อในวงการ SEO เป็นวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด Google ก็ลงดาบเว็บไซต์ที่ทำลิงค์วิวเกือบทั้งหมด ( คืออาจจะมีบางเว็บรอดไปบ้าง ) โดยการอัพเดทอัลกอริทึ่มให้ตรวจสอบและตบเว็บไซต์ที่ใช้วิธีนี้ให้ร่วงระนาวจากอันดับการค้นหา เพราะมันเป็นการทำลิงค์ด้วยตัวเองแบบส่งต่อพลัง Google ไม่มีนโยบายอยากให้เจ้าของเว็บทำลิงค์เข้าหาเว็บตัวเองมากๆ ที่อยากได้คือให้แต่ละเว็บไซต์มีการให้เครดิตกลับมาเองตามธรรมชาติ ไม่ใช่สร้างลิงค์ย้อนกลับเอง ถึงแม้ว่าทุกวันนี้เราก็จะยังคงทำลิงค์กันเองอยู่ก็ตาม แต่ลิงค์วิวเป็นรูปแบบที่อัลกอริทึ่มตรวจสอบได้ง่ายมาก เพราะทุกลิงค์มันเชื่อมกันเป็นวงจรชัดเจน หากมีลิงค์ใดลิงค์หนึ่งขาดไป การทำก็จะหมดความหมายเพราะมันไม่ได้ส่งต่อพลังลิงค์ถึงกันนั่นเอง คนที่รับทำ SEO ก็ต่างพากันเสาะหาวิธีใหม่ๆ จนในที่สุดและก็เริ่มเข้าสู่ยุคของลิงค์พีระมิด

พีระมิดลิงค์ได้รับความนิยมจนถึงปัจจุบัน

เมื่อลิงค์วิวทำไม่ได้แล้ว แต่การส่งต่อพลังลิงค์ยังคงทำได้ผลดี ก็เลยเกิดแนวคิดที่ว่า ถ้าเราทำลิงค์ออกมาเป็นชั้นๆในทรงพีระมิดแทนการทำลิงค์วิว ก็อาจจะได้ผล และมันก็เป็นจริงอีกครั้ง แต่อาจไม่ได้แรงเท่าลิงค์วิวในตอนนั้น รูปแบบโครงสร้างลิงค์วิธีนี้จะแบ่งออกเป็นชั้น โดยชั้นแรก จะเป็นการทำลิงค์ย้อนกลับจากโดเมนคุณภาพ ทำน้อยๆ เน้นคุณภาพล้วนๆในแต่ละลิงค์ และจะยิงเข้าเว็บไซต์ทำเงินของเราโดยตรง เพื่อให้มันเป็นไปตามหลักของการสร้าง Backlinks คุณภาพดี แต่ในชั้นถัดมา จะเป็นการสแปมลิงค์ปริมาณมหาศาลเข้าไปยังพวกโดเมนชั้นแรกทั้งหมด โดยแนวคิดก็คล้ายๆกันกับลิงค์วิว คือการส่งต่อค่าพลังของลิงค์ โดยจะไม่มีการโยงจนครบวง แต่เป็นการเน้นปริมาณของลิงค์ที่ยิงเข้ามากกว่า ถ้าเป็นลิงค์วิวจะส่งพลังมาแบบ 1 ต่อ 1 เหมือนเอาท่อมาต่อกัน แต่ถ้าพีระมิดจะเป็นการเอา 10 หรือ 100 มาต่อ 1 ยัดพลังลิงค์เข้าไปจำนวนมากในแต่ละโดเมน

หากวิธีการส่งต่อค่าพลังยังคงสามารถใช้ได้ การทำพีระมิดลิงค์ก็ถือเป็นทางออกของเหล่า SEO ที่ผิดหวังจากการทำลิงค์วิวมา บางคนจะมีการทำเป็น 3-4 ชั้นพีระมิดเลย คือชั้นที่ 3 สแปมเข้าชั้นที่ 2 ส่วนชั้นที่ 4 ก็สแปมลิงค์เข้าชั้นที่ 3 ยิ่งทำชั้นเยอะก็เหมือนยิ่งส่งต่อพลังลิงค์ได้เยอะขึ้น แต่จุดบอดคือ วิธีการทำพีระมิดลิงค์แบบหลายๆชั้น จะค่อนข้างยากในการตรวจสอบว่าแต่ละลิงค์ในชั้นที่ 2-3 มีลิงค์ตายไปแล้วบ้างไหม เพราะเราส่งลิงค์เข้ามาจากหลายร้อยหลายพันโดเมนเลย หากชั้น 2-3 มันมีบางลิงค์ที่เว็บล่มหรือปิดตัวไป ไม่ก็อาจจะเป็นการส่งต่อในแบบ Nofollow ซึ่งบอทจะไม่ตามข้อมูลไปยังลิงค์ปลายทาง ชั้นล่างถัดไปที่มีการสแปมลิงค์เข้ามาก็จะไม่ส่งต่อพลังไปถึงชั้นที่ 1 และเว็บทำเงินของเรา กลายเป็นเสียเวลาปล่าว ชั้นที่เรากรองคุณภาพเองและตรวจสอบอยู่เสมอมักจะเป็นชั้นที่ 1 เท่านั้น ส่วนชั้นอื่นมักใช้เครื่องมือช่วยสร้างลิงค์กันซะมากกว่า นอกจากนี้ยังเปลืองทรัพยากรเครื่องเซิฟเวอร์ด้วย

และในที่สุดวิธีนี้ก็แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบัน Google เองก็ลดค่าความสำคัญของการทำพีระมิดไปเยอะพอสมควรแล้ว แต่จะไม่ค่อยได้แบนสักเท่าไหร่เพราะมันอาจเป็นการแบนสุ่มสี่สุ่มห้าไปโดนเว็บคุณภาพได้เหมือนกัน เลยใช้วิธีลดความสำคัญของเรื่องการส่งต่อพลังของลิงค์แทน หากใครทำลิงค์พีระมิดตอนนี้ก็อาจได้ผลอยู่บ้างแต่ไม่ดีเท่าที่ควร ที่สำคัญคือวิธีนี้มีต้นทุนพอสมควรในขั้นตอนการสแปมลิงค์เข้าเป็นชั้นๆ ก็ต้องลองคำนวนค่าใช้จ่ายให้ดี บางทีเอาไปซื้อโดเมนสร้างเน็ตเวิร์คส่วนตัวแล้วดูแลให้แต่ละโดเมนเป็นเว็บคุณภาพไปเลยดีกว่า ใครที่คิดจะลองทำก็ลองสร้างเว็บใหม่แล้วทำดูได้เช่นกัน แต่ไม่ควรทำไปยังเว็บทำเงินหลักของเราในทันที เอาไปทดสอบในเว็บลองของให้มั่นใจก่อนค่อยลุยน่าจะดีกว่า

SEO On Page

จุดสำคัญของ SEO Onpage

เมื่อก่อนการจะติดอันดับในหน้าแรกของผลการค้นหาบน Search Engine อย่าง Google เรามักจะวัดค่ากันที่ความแรงของแบคลิงค์ หากลิงค์ย้อนกลับของเว็บไซต์เรามีจำนวนมาก มาจากหลายพันโดเมนทั่วโลก เว็บไซต์เราจะยิ่งอันดับดีขึ้นเรื่อยๆ แต่เมื่อมันเกิดมี SEO Tools ที่ช่วยในการสร้างแบคลิงค์แบบอัติโนมัติ ทำให้ Google ต้องลดค่าความสำคัญลงไปแทน จากที่เว็บไหนมีลิงค์เข้าจากหลายโดเมนจะยิ่งขึ้น กลายเป็นเว็บไซต์ไหนมีลิงค์เข้าจากหลายโดเมนมากผิดปกติจะอันดับร่วงหาย โดยตอนนี้จะไปให้ความสำคัญในเรื่องลิงค์ย้อนกลับจากโดเมนคุณภาพสูง เว็บไซต์นั้นก็จะอันดับดีขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูด้วยว่า Onpage ของเรามีความเหมาะสมเพียงใด ไม่ใช่ว่ามีลิงค์คุณภาพอย่างเดียวแล้วเว็บจะมีอันดับติดหน้าแรกอยู่ตลอด

SEO Onpage : Title

จุดแรกเลยที่ Google ค่อนข้างให้ความสำคัญมากคือ “Title” เพราะ Title เปรียบเหมือนหัวเรื่องที่บอกสรุปเป็นประโยคสั้นๆว่าเนื้อหาเว็บเรานี้เกี่ยวกับอะไร หากเราทำเว็บไซต์สอนทำขนมปัง ในส่วนของ Title เว็บก็ควรจะมีคำประมาณว่า สอนทำขนมปัง เรียนทำขนมปัง วิธีทำขนมปัง อะไรแบบนี้ จริงๆเราก็มักจะเขียนหัวเรื่องได้ถูกหลัก SEO กันอยู่แล้วนั่นแหละ เป็นธรรมดาที่เราจะเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร หัวข้อเรื่องนั้นก็มักจะสัมพันธ์กันอยู่เสมอ แต่เมื่อก่อนสมัยที่วงการ SEO ยังแคบนัก และ Google เองก็อาจไม่ได้คิดว่าจะมีคนทำวิธีพิศดารเลยอาจมองข้ามไป เว็บไซต์สมัยก่อนในการทำ SEO สายดำ หากเราทำเว็บขายสินค้า ไม่ว่าสินค้าที่ขายจะเป็นอะไรก็ตาม การทำ SEO จะไม่ได้มุ่งไปที่คีย์เวิร์ดที่เกี่ยวกับสินค้า แต่จะมุ่งไปที่คีย์เวิร์ดที่มีคนค้นหาเยอะๆ

สำหรับคนที่ทันช่วงที่นิยมใช้ Google ช่วงแรกๆ อาจจะเคยเห็นอยู่บ้าง คือเวลาค้นหาข่าวกีฬา เกมส์ออนไลน์ อาจจะเจอเว็บขายเครื่องซักผ้า หรือเว็บ 18+ อะไรแบบนี้เข้ามารวมอยู่ในผลการค้นหาด้วย ที่เว็บเหล่านี้มาติดอันดับหน้าแรกอยู่ในคีย์เวิร์ดอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องของเว็บตัวเองได้ เพราะเขาใช้วิธีการทำ Anchor Text ( คนไทยจะเรียกว่าลิงค์ที่เป็นข้อความ ) สมัยนั้น Google ให้ความสำคัญมากในเรื่องการทำ Anchor Text เพราะมันเหมือนเป็นการบ่งบอกว่าเว็บไซต์ที่ลิงค์ไปนี้มันเกี่ยวกับเรื่องราวอะไร หากเป็นเว็บขายเครื่องซักผ้า แต่ทำ Anchor Text เป็นคำว่าผลบอลเยอะๆ แบบนี้ Google ก็จะมองว่าเป็นเว็บไซต์ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับผลบอลได้ แต่เดี๋ยวนี้ทำไม่ได้แล้ว เพราะนอกจาก Google จะดู Anchor Text ยังดูที่ Title และเนื้อหาต่างๆของเว็บด้วยว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่ ถ้าสอดคล้องการทำ Anchor Text ในคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องก็ยังส่งผลดีอยู่ แต่ถ้าไม่เกี่ยวข้องกันเลย เว็บไซต์ของเราอาจจะโดนแบนก็ได้หากทำในปริมาณเยอะๆ

SEO Onpage : Description

เมื่อมีหัวข้อเรื่องแล้วก็ต้องมีเนื้อหา เนื้อหามีความสำคัญไม่แพ้กัน เหล่าผู้ให้บริการรับทำ SEO หลายคนได้มีการถกเถียงเรื่องนี้กันไม่น้อย บางคนก็บอกว่าเนื้อหาควรยาวมากกว่า 1,500 คำขึ้นไปจึงจะส่งผลดี ยิ่งยาวยิ่งดี บางคนก็บอกแค่ 300-500 คำก็เพียงพอแล้ว และก็มีบอกว่าต่อให้มีแค่ 20-30 คำก็ติดอันดับได้แถมมีตัวอย่างเว็บที่ติดอันดับให้ดูอีกต่างหาก สำหรับข้อหลังนี้ ผู้เขียนก็เคยเห็นอยู่ไม่น้อยที่เว็บติดอันดับ1-3 ในหน้าแรกของผลการค้นหา แต่เข้าไปแล้วไม่มีเนื้อหาอะไรเลย แถมมีลิงค์ส่งคนออกนอกเว็บอีก ท้ายที่สุดแล้วเราอาจไม่จำเป็นต้องสนใจก็ได้ว่าเนื้อหาจะยาวเท่าไหร่ แต่ให้สนใจว่าผู้ใช้งานเข้ามาอ่านแล้วมีประโยชน์กับตัวเขามากน้อยแค่ไหน ถ้ามีประโยชน์ ผู้ใช้งานก็มักจะเอาไปแชร์ๆต่อกันเอง แต่ถ้าไม่มีประโยชน์ก็คงไม่มีคนอยากแชร์

จุดนี้ค่อนข้างมีความสำคัญในการทำ SEO ยุคปัจจุบัน หากเราได้หมั่นสังเกตุเว็บไซต์ที่ติดอันดับหน้าแรกของผลการค้นหาในหลายๆคีย์เวิร์ด เรามักจะพบว่าเว็บไซต์ขนาดใหญ่มักจะติดอันดับหน้าแรกเอง โดยแทบไม่ได้ทำเรื่องของ Offpage เลย อย่าง Kapook, Sanook หรือเว็บข่าวต่างๆ แต่ที่เห็นเยอะสุดในตอนนี้ก็จะเป็น Pantip โดยเว็บ Pantip หน้าเว็บเพจที่ติดอันดับจะมีแค่คนมาคอมเม้นให้ความเห็นกันเท่านั้นเอง แถมเนื้อหาบางกระทู้ก็เยอะ บางกระทู้ก็น้อย แต่โดยรวมๆจะมีอันดับที่ดี แน่นอนว่าปัจจัยการให้คะแนน SEO ในยุคนี้ จะต้องมีเรื่องการให้คะแนนจากจำนวนการแชร์หน้าเว็บเพจนั้นผ่านโซเชี่ยวเน็ตเวิร์ค เราจึงควรเขียนเรื่องราวที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน เพื่อที่จะเกิดกระแชร์บอกต่อโดยตัวผู้ที่เข้ามาใช้งานเอง อย่าคิดจะมานั่งปั่นแชร์เองเลย หากวันนึงหน้าเว็บเราเยอะขึ้นก็คงจะมานั่งปั่นแชร์เองไม่ไหวแน่นอน เขียนเนื้อหาให้ดี แล้วให้มันโตไปตามธรรมชาติน่าจะเหมาะที่สุด

SEO Onpage : Domain และ URL

ชื่อโดเมนถือว่ามีความสำคัญไม่น้อย เพราะชื่อโดเมนเรามีได้เพียงชื่อเดียวเท่านั้น มันจะเป็นตัวบอกภาพรวมของเว็บว่าเว็บเราเกี่ยวกับอะไร แต่หลายคนก็จะตั้งชื่อเว็บเป็นแบรนด์ของตนเองซึ่งแน่นอนว่า Google ก็ไม่รู้หรอกว่าแบรนด์นี้ทำเกี่ยวกับอะไรหากเป็นแบรนด์ใหม่ แต่ถ้าทำเว็บไปเรื่อยๆ เว็บเราก็จะถูกนำมาประมวลผลอย่างถูกต้องเหมาะสมตามกลไกของ Search Engine ส่วนคนที่ทำเว็บไซต์เล็กๆ ต้องการเน้นอันดับเท่านั้น ไม่ได้สนใจชื่อแบรนด์ ก็ควรตั้งชื่อเป็นคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเว็บไซต์เรา มันจะเป็นการบอกความสัมพันธ์ได้ดีมากยิ่งขึ้น มากกว่าการให้ความสำคัญแค่ Title และ Description

ส่วนเว็บไซต์ของใครที่ต้องการทำอันดับในแต่ละหน้าเว็บเพจด้วย การตั้งชื่อ url ของหน้าเว็บเพจนั้นๆก็ควรจะตั้งให้เป็นประโยคที่เกี่ยวข้อง เมื่อก่อนจุดนี้เราจะทำไม่ได้ แต่เดี๋ยวนี้ CMS ทำเว็บยอดนิยมก็ได้มีฟังชันก์ส่วนนี้รองรับไว้หมดแล้ว เปรียบเทียบระหว่างแบบแรก zalora.co.th/145975/ กับแบบที่สอง zalora.co.th/women/bag/ คิดว่าอันไหนมันจะดูว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของกระเป๋ามากกว่ากัน แน่นอนว่าต้องเป็นอันที่สอง ยิ่งมีการใส่ซ้อนไว้ในคำว่า Women ด้วยแล้ว ก็ยิ่งทำให้ดูรู้ว่าเป็นกระเป๋าของผู้หญิงโดยเฉพาะ การทำ url แบบที่ 2 นี้ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีทั้งส่วนของบอท Search Engine ที่มาเก็บข้อมูล และส่วนของผู้ใช้งานที่เข้ามาเลือกซื้อสินค้า เพราะดูแล้วเข้าใจง่ายกว่าใส่ url เป็นตัวเลขเฉยๆ

จริงๆก็ยังมีอีกหลายส่วนเหมือนกันในเรื่องของ SEO Onpage แต่หากเราสามารถทำทั้ง 3 ส่วนข้างต้นได้อย่างสมบูรณ์แล้ว บางทีส่วนอื่นเราแทบจะไม่ต้องสนใจเลยก็ได้ หัวข้อบอกเรื่องราวไว้ชัดเจน เว็บเนื้อหาคุณภาพ ผู้อ่านแชร์บอกต่อ เว็บไซต์ของเราก็จะโตไปตามธรรมชาติที่มันควรจะเป็นเอง ผลลัพธ์ SEO ก็จะตามมาในด้านดีอย่างแน่นอน

SEO On Page และ SEO Off Page

วิเคราะห์ SEO On Page และ SEO Off Page ในเว็บไซต์คู่แข่ง

ในศึกสงคราม SEO เราจำเป็นต้องทำการบ้านอย่างหนัก เพื่อที่จะหาวิธีหรือเทคนิคในการทำให้เว็บไซต์ของเรา ไต่ขึ้นไปเป็น Top 1 ในคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ยิ่งคำค้นหาที่มีปริมาณคู่แข่งสูง เราก็ยิ่งทำได้ลำบากขึ้น ความเหนื่อยในการทุ่มเทก็ต้องมากขึ้นเป็นเท่าตัว นอกจากเราจะต้องเหนื่อยในการเขียนเนื้อหาให้ถูกใจผู้ใช้งานแล้ว ยังต้องมานั่งลองผิดลองถูกกับการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ให้ถูกใจ Search Engine เสียอีกด้วย มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะรู้ว่าการทำแบบไหน Search Engine ถึงจะชอบที่สุด ไม่ค่อยมีใครออกมาบอกเรื่องนี้ คนที่ออกมาบอกกล่าว ส่วนใหญ่ก็จะเป็นนักทำ SEO อย่างเราๆนี่แหละ แต่นั่นก็หมายความว่า ข้อมูลที่เขาได้ออกมาบอกกล่าวเพื่อนๆในวงการ SEO เดียวกัน มันมาจากมุมมองของเขาแต่เพียงผู้เดียว ไม่ใช้ข้อเท็จจริงที่ออกจากปากผู้ให้บริการ Search Engine ตราบที่เรายังอยากขึ้นแท่นอันดับหนึ่งในวงการนี้ สิ่งที่เราทำได้ก็คงเป็นเพียงการที่ต้องรู้จักทดลองให้มากขึ้น เพื่อที่จะนำผลของการทดลองวิธีต่างๆไปทำสถิติ แล้วเลือกมาใช้จริงเฉพาะวิธีทำที่มีผลเชิงบวกต่ออันดับเท่านั้น

จะดีกว่าไหม.. ถ้ารู้ว่าคู่แข่งที่ติดอันดับหน้าแรก เขาทำ SEO วิธีไหนบ้าง

หากเรารู้ว่าคู่แข่งของเราทำอะไรมาก่อนบ้าง เว็บถึงได้มาติดหน้าแรกของผลการค้นหา ย่อมเป็นการประหยัดเวลาไปได้เยอะ เหมือนเรากำลังพยายามสาวไส้หาความลับในธุรกิจของเขาเลยก็ว่าได้ โชคดีที่การทำ SEO นั้น ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันทั้งหมด สำหรับในเรื่องของ SEO On Page เราสามารถดูโครงสร้างของเว็บคู่แข่งได้ง่ายมาก แค่เข้าเว็บเป้าหมายแล้วทำการดู Source Code ว่ามีลูกเล่นอะไรบ้างที่นำมาแสดงผล การปรับแต่งหน้าเว็บ มีการเน้นคีย์เวิร์ดส่วนไหน แล้วหากเข้าดูเว็บเป้าหมายของเราผ่านมือถือ การแสดงผลจะยังคงถูกต้องชัดเจนหรือไม่ ถ้าเรื่องสืบข้อมูลการทำในส่วนของ On Page เราทุกคนทำกันได้ง่าย สำหรับข้อมูล Code โครงสร้างเว็บที่เราเห็นทั้งหมด บอทที่เข้ามาเก็บก็จะเห็นเช่นเดียวกับเรา หากเว็บคู่แข่งมีอันดับดี เราก็เพียงปรับเว็บไซต์ของเราให้ใกล้เคียงกับเว็บไซต์คู่แข่ง

แต่ถ้าเอาตามความเหมาะสม ก็ไม่ต้องไป Copy ทุกอย่างของเขามาทั้งหมด ดูไว้เป็นแนวทางก็พอ แล้วนำมาประยุกต์กับเว็บของเรา อย่างเช่นเว็บเป้าหมายมีการใช้เวิร์ดเพลสเป็นตัวขับเคลื่อน มีการใช้ธีมแพงๆมาลงที่หน้าเว็บ มีเนื้อหายาวเกือบ 2 หน้ากระดาษ A4 ในหน้าแรกของเว็บไซต์ หากเราดูแล้วว่าคู่แข่งทำมาแบบนี้ ถ้าเว็บของเราใช้ CMS อื่นเป็นตัวขับเคลื่อนและหากมันยังดีอยู่ เราไม่จำเป็นต้องไปลบเว็บทำใหม่แล้วใช้เวิร์ดเพลสบวกธีมแพงๆเหมือนกับเว็บคู่แข่ง แค่วิเคราะห์ว่าในการเข้าชมเว็บไซต์ของเรา โครงสร้างมันดูซับซ้อนหรือไม่ ปกติแล้วเว็บที่ติดอันดับหน้าแรกของผลการค้นหา โครงสร้างเว็บจะเป็นแบบเรียบง่ายและรองรับทุกอุปกรณ์การเข้าถึง เราก็เอาจุดนี้มาใช้กับเว็บเราก็พอ ไม่ต้องไปลบเว็บทำใหม่ตามคนอื่นไปซะหมด ผู้ให้บริการ Search Engine อย่าง Google เองก็เคยออกมาพูดในเรื่อง SEO On Page ว่าเว็บที่มีโครงสร้างซับซ้อนจนเกินไป บอทจะเข้าเก็บข้อมูลได้ยาก ผลลัพธ์ในเรื่องของอันดับ SEO จึงไม่ดีเท่าเว็บที่มีโครงสร้างง่ายๆ

ข้อมูลที่ทางกูเกิ้ลออกมาบอกนี้ มีบางคนเห็นต่างกัน บางคนบอกว่า Google ออกมาหลอกให้เราตายใจ เว็บที่มีลูกเล่นเยอะย่อมเป็นการแสดงให้เห็นว่าเว็บเหล่านี้น่าสนใจกว่าเว็บที่มีแต่ความเรียบง่าย เราลองมาพิสูจน์ดูกันเองก็ได้ ลองค้นหาคีย์เวิร์ดสัก 2-3 คำ ยกตัวอย่างสักคีย์เวิร์ดคือ w88 ลองไล่ 10 อันดับแรกที่ติดในคีย์เวิร์ดนี้ดูสิ ดูว่าเว็บที่ติดอันดับมีใส่แฟลชเยอะ หรือแต่งเว็บเทพโครตเทพเลยหรือปล่าว ส่วนใหญ่เกิน 8 ใน 10 จะเป็นเว็บง่ายๆ เหมือน Blog ทั่วไป หรือเป็นแบบเว็บหน้าเดียวเลยก็มี ทั้งๆที่ w88 ถือเป็นคำค้นหาที่มีการแข่งขันสูงอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นคีย์ทำเงินในหมวดการพนัน เราทราบข้อมูลแล้วก็ให้ลดความรู้สึกส่วนตัวลงสักหน่อย แล้วใช้สถิติที่พิสูจน์ได้มาประยุกต์ใช้กับเว็บของเรา เราไม่จำเป็นต้องเก่งเรื่องภาษาเว็บ เอาแค่พอปรับแต่งให้มันดูเรียบง่ายแล้วเป็นมิตรกับผู้ที่เข้ามาใช้งานก็พอ

ส่องกองทัพของคู่แข่งจากการวิเคราะห์ SEO Off Page

มันไม่ง่ายเลยที่เราจะรู้ว่าคู่แข่งทำอะไรในส่วนของ Off Page ทั้งหมด ถึงแม้ว่าปัจจุบันจะมีเว็บไซต์ที่ให้บริการวิเคราะห์เว็บในเรื่องของ Off Page อย่างละเอียดมาก แต่ข้อมูลที่แต่ละเว็บมีคือข้อมูลที่ Robot ของเว็บนั้นๆไปเก็บข้อมูลมาได้ ไม่ใช่ Robot ของเว็บค้นหาข้อมูลแต่ละแห่ง อย่างไรก็ตาม มันก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรให้เข้าดูเลย สำหรับคนที่อยากเข้าส่อง SEO Off Page ในเว็บคู่แข่งของเรา เว็บเครื่องมือวิเคราะห์ยอดนิยมในเวลานี้ คงจะหนีไม่พ้น 2 เว็บดังอย่าง Ahrefs.com และก็ Majestic.com

ทั้ง 2 เว็บนี้เปิดให้บริการคิดแบบรายเดือน แต่ก็สามารถใช้ฟรีได้บางส่วน โดยจะมีลิมิตจำนวนค้นหาแต่ละวันถ้าในส่วนของการใช้ฟรี จุดเด่นที่ทำให้ 2 เว็บไซต์นี้ได้รับความนิยม คงเป็นเพราะ Robot ที่มีจำนวนมากและขยันออกไปเก็บข้อมูลอยู่ทั่วโลกอินเตอร์เน็ต ยิ่งบอทมีเยอะเท่าไหร่ ก็เก็บข้อมูลมาส่งได้มากเท่านั้น ทำให้ฐานข้อมูลประวัติของแต่ละเว็บมีการแสดงผลออกมาได้ละเอียดกว่าเว็บอื่น เช่นเว็บ A มีการทำ Backlinks จริงไปสัก 100 เว็บ บอทของเว็บ Ahrefs อาจจะเก็บข้อมูลมาได้สัก 50-70 เว็บ ส่วน Majestic อาจเก็บมาได้ 40-50 เว็บ แบบนี้เป็นต้น ถึงโดยเฉลี่ยจะไม่สามารถเก็บมาได้ทั้งหมด แต่ก็มากกว่าเว็บที่ให้บริการวิเคราะห์ SEO Off Page เจ้าอื่น ทีนี้ ที่ได้บอกไปก่อนหน้าแล้วว่า บอทที่เก็บข้อมูลมาโชว์เราไม่ใช่บอทของเว็บ Search Engine ดังนั้นข้อมูลที่บอท Search Engine เก็บได้อาจจะต่างกันออกไปอยู่บ้างเล็กน้อย แต่เราไม่จำเป็นต้องไปรู้หมดทุกส่วนก็ได้ เอาแค่วิเคราะห์เว็บคู่แข่งคร่าวๆก็พอ

สำหรับข้อมูลที่จะนำมาแสดงให้เราทราบ จะมีทั้งจำนวน Backlinks ที่บอทเว็บไซต์เหล่านี้เก็บมาได้ มาจากกี่โดเมน ถ้ามองเป็นหมายเลข IP จะมีทั้งหมดกี่ IP ข้อความที่ถูกทำเป็นลิงค์ ประเทศของผู้ใช้ที่เข้าชมมากที่สุด จำนวนการแชร์ของแต่ละ Social ชื่อดัง และอีกมากมายเลย แค่ข้อมูลเหล่านี้มันก็มากพอสำหรับการวิเคราะห์เว็บคู่แข่งเพื่อจะใช้เป็นแนวทางแล้ว จริงๆยังมีเว็บวิเคราะห์ SEO Off Page ที่เจ๋งอีกหลายเว็บมาก ที่อาจไม่ได้รายงานเรื่อง Backlinks อย่างละเอียด แต่จะเน้นการวิเคราะห์ในส่วนอื่นแทน เพื่อนๆก็สามารถหาข้อมูลเพิ่มจากแหล่งเว็บบอร์ดที่เกี่ยวกับการทำ SEO หรือ Internet Marketing ทั้งของไทยและต่างประเทศได้ หรือถ้ามีโอกาสก็จะนำมาฝากเพื่อนๆเพิ่มเติมให้อีกในภายหลัง