ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ สำหรับธุรกิจ

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ สำหรับธุรกิจ

ในยุคปัจจุบันที่เทรนด์การตลาดออนไลน์มาแรงสุด ๆ ทำให้ไม่มีนักการตลาดออนไลน์คนใดไม่รู้จักการทำ SEO หรือการทำให้เว็บไซต์ติดหน้าแรกของผลการค้นหาของ Search Engine การทำ SEO จึงต้องอาศัยการออกแบบเว็บไซต์ให้สมบูรณ์แบบทั้งปัจจัยภายใน หรือ On-page และปัจจัยภายนอก หรือ Off-page ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ต้องดำเนินควบคู่ไปด้วยกัน เพื่อให้เว็บไซต์ติดอันดับหน้าแรก และประสบความสำเร็จตามเป้าหมายของธุรกิจ

ทำความรู้จัก On-page SEO และ Off-page SEO พร้อมประโยชน์ดี ๆ เพื่อธุรกิจ

On-page SEO คือ การปรับแต่งเว็บไซต์ธุรกิจเพื่อให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดี อีกทั้งยังเป็นการทำให้ Search Engine รู้ว่าเว็บไซต์เรานั้นเกี่ยวกับอะไรหรือให้บริการอะไรบ้าง โดยการทำ On-page มีองค์ประกอบหลายอย่างและอาศัยปัจจัยภายในทั้งหมด ยกตัวอย่าง

  • คีย์เวิร์ดต้องใช่ : วิเคราะห์คีย์เวิร์ดและเลือกใช้คีย์เวิร์ดตรงตามการค้นหาของกลุ่มเป้าหมาย
  • คอนเทนต์ต้องดี : ออกแบบคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ ความยาวเหมาะสม ตรงตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และอย่าลืมแทรกคีย์เวิร์ดลงในคอนเทนต์
  • ตั้งชื่อรูปภาพให้ระบบอ่านออก : ตั้งชื่อภาพให้ Search Engine อ่านออก แทนการตั้งชื่อด้วยตัวเลขหรือข้อความที่อ่านแล้วไม่เข้าใจ
  • URL เป็นมิตร : ไม่ใช้สัญลักษณ์ที่อ่านไม่ออก เพราะนอกจากช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือแล้ว ยังทำให้ Search Engine เข้าใจเรื่องราวในเว็บไซต์คุณอีกด้วย

สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ยกตัวอย่างเท่านั้น เพราะยังมีอีกหลายองค์ประกอบเพื่อการทำ On-page ให้สมบูรณ์แบบ โดยประโยชน์ของการทำ On-page คือ ทำให้เว็บไซต์ใช้งานง่าย และทำให้ Search Engine เข้าใจว่าเว็บไซต์ของคุณกำลังนำเสนอเกี่ยวกับอะไร และแน่นอนว่าถ้าติดอันดับหน้าแรกก็จะทำให้กลุ่มเป้าหมายค้นหาและเจอเว็บไซต์ของคุณก่อนเว็บไซต์อื่นนั่นเอง

เมื่อ On-page คือการปรับแต่งปัจจัยภายในเว็บไซต์ทั้งหมด เพราะฉะนั้น Off-page ก็คือการพึ่งพาปัจจัยภายนอกเพื่อเพิ่มคะแนนแก่เว็บไซต์ โดยวิธีที่นิยมคือการทำ Backlink หรือการไปฝากลิงก์กับเว็บไซต์อื่น โดยหากกลุ่มเป้าหมายเห็นว่าเว็บไซต์หรือคอนเทนต์เราน่าสนใจก็จะคลิกลิงก์มายังเว็บไซต์เรา เป็นผลให้เพิ่มจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์มากขึ้น และหากมีจำนวนคลิกเข้าชมเยอะขึ้น แน่นอนว่า Search Engine จะมองว่าเว็บไซต์เราน่าเชื่อถือและจะทำให้อันดับดีขึ้นนั่นเอง

เพราะการทำ Backlink จะช่วยเพิ่มจำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์ และยังทำให้ Search Engine เชื่อถือ ทำให้นักการตลาดออนไลน์หลายคนเลือกใช้วิธีทำสแปมเพื่อไต่อันดับ ซึ่งถือเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะ Search Engine สามารถตรวจจับความผิดปกติของลิงก์ได้ และหากจับได้ขึ้นมาเว็บไซต์ของคุณจะไม่มีโอกาสได้ขึ้นหน้าแรกของ Search Engine อีกเลย

เมื่อ On-page และ Off-page เป็นสิ่งที่ต้องดำเนินไปคู่กันแล้ว นักการตลาดออนไลน์จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือแก่ Search Engine อีกทั้งยังช่วยเพิ่มคะแนนให้แก่เว็บไซต์ และทำให้เว็บไซต์ของคุณก้าวสู่หน้าแรกของ Search Engine เป็นผลให้กลุ่มเป้าหมายคลิกเข้ามายังเว็บไซต์มากขึ้น เพิ่มโอกาสการซื้อสินค้าและบริการ

บอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

บอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในแวดวงการตลาดออนไลน์ในปัจจุบัน การได้พื้นที่โฆษณาบน Google ถือเป็นกลยุทธ์หนึ่งที่จะช่วยให้ธุรกิจนั้น ๆ เข้าถึงลูกค้าทีเป็นกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น ซึ่งหลายธุรกิจก็เลือกที่จะจ่ายเงินซื้อโฆษณากับ Google หรือที่เรียกว่า Google Adwords แต่ก็มีอีกหลายเจ้าที่เลือกจะทำ SEO เพื่อหวังให้เว็บไซต์หรือร้านค้าออนไลน์ของตัวเองได้อันดับดี ๆ ในหน้าค้นหาของ Google โดยไม่เสียเงิน ซึ่งการจะทำ SEO ให้ได้อันดับที่ต้องการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ต้องอาศัยเทคนิคหลายอย่าง ดังนั้น วันนี้เราจึงจะมาบอกต่อ 5 เทคนิคพื้นฐานสำหรับสร้างคอนเทนต์ให้อันดับพุ่งบน Google

1.การตั้งชื่อหัวข้อ-ชื่อเรื่อง
สำหรับการเลือกชื่อหัวข้อหรือชื่อเรื่องของคอนเทนต์ SEO ควรตั้งชื่อให้สอดคล้องและครอบคลุมเนื้อหาที่อยู่ภายในคอนเทนต์นั้น ๆ และที่สำคัญต้องมี “คีย์เวิร์ด” ที่เราเลือกใช้ในเนื้อหาเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วย เช่น หากเลือกใช้คีย์เวิร์ดว่า “รองเท้าวิ่งออกกำลังกาย” ในส่วนของเนื้อหา เราก็ควรต้องมีคีย์เวิร์ดดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเรื่องด้วยเช่นกัน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสที่ Google จะจัดให้เว็บไซต์ของเราได้อันดับดี ๆ แล้ว ยังช่วยให้คอนเทนต์หรือบทความของเราสื่อสารกับผู้อ่านได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

2.Meta Description
เป็นส่วนที่คล้ายกับบทเกริ่นนำสั้น ๆ ที่อธิบายว่าบทความของเราเกี่ยวเรื่องอะไร หรืออาจจะเป็นการสรุปใจความสั้น ๆ กระชับ แต่น่าสนใจ เพื่อสร้างความดึงดูดให้ผู้ที่เข้ามาอ่าน และข้อสำคัญก็คือ ควรจะมี คีย์เวิร์ด ที่เราใช้ในเนื้อหาอยู่ในส่วนของ Meta Description ด้วย

3.ลิงค์เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์
นอกจากการมีคอนเทนต์หรือเนื้อหาที่สดใหม่มีคุณภาพแล้ว เรายังควรจะสร้างลิงค์เชื่อมโยงส่วนต่าง ๆ ภายในเว็บไซต์ในจำนวนพอเหมาะ ไม่ถี่เกินไปจนทำให้ผู้อ่านรำคาน ส่วนใหญ่มักเป็นลิงค์ที่นำผู้อ่านไปยังหน้าสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่กำลังผ่าน เช่น หากทำธุรกิจเกี่ยวของเล่นเด็ก เราอาจจะสร้างคอนเทนต์หรือบทความแนะนำของเล่นที่เหมาะกับเด็กวัยต่าง ๆ โดยมีลิงค์ที่จะนำผู้อ่านไปยังหน้าเลือกซื้อสินค้าของเราปะปนอยู่ในเนื้อหานั่นเอง

4.การใช้คีย์เวิร์ด
แม้ว่าหัวใจสำคัญของการทำ SEO คือ การใช้ คีย์เวิร์ด แต่การใช้คำซ้ำกันบ่อย ๆ ในบทความจนดูผิดธรรมชาติไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เพราะ Google จะมองว่าเป็น “สแปม” ทางที่ดีควรใช้คำตามความเหมาะสม นอกจากชื่อเรื่อง ชื่อหัวข้อ และ Meta Description แล้ว ในส่วนของเนื้อหาไม่ควรใช้คีย์เวิร์ดซ้ำ ๆ กันเกิน 2-3 ครั้ง

5.การใช้รูปภาพ
การใช้รูปภาพในเว็บไซต์ควรใช้รูปที่มีความสดใหม่ ไม่ควร Copy รูปภาพที่ของเว็บไซต์อื่นใน Google หากเป็นรูปที่เราถ่ายด้วยตัวเองได้จะยิ่งดี เพราะการใช้รูปภาพที่อยู่ใน Google นอกจากอาจทำให้มีปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ตามมาแล้ว ยังส่งผลต่อการจัดอันดับอีกด้วย

SEO voice search มาแน่ เตรียมคอนเทนต์อย่างไรให้หาง่าย

SEO voice search มาแน่ เตรียมคอนเทนต์อย่างไรให้หาง่าย

โลกยุคดิจิทัล การทำ SEO เพื่อส่งเสริมการทำการตลาดออนไลน์ หรือ Digital Marketing เป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งเครื่องมือค้นหา เช่น Google มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีอันทันสมัยที่มาพร้อมปัญญาประดิษฐ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างครอบคลุมและครบวงจรมากขึ้น ซึ่งการตลาดออนไลน์โดยเฉพาะการทำ Search Engine Optimization หรือ SEO ที่หวังผลบน Google นั้น สามารถทำได้หลายวิธี และ Voice Search ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่กำลังเป็นเป็นที่นิยมมากขึ้น และเราควรเตรียมคอนเทนต์อย่างไร ให้ค้นหาได้ง่ายและสอดคล้องกับหลักการของ SEO มากที่สุด

หลายปีมานี้กระแสการทำธุรกิจออนไลน์มีการปรับตัวในทุกทิศทุกทางเนื่องจากภาวะการแข่งขันทางการตลาดที่สูงมากขึ้น ความต้องการที่ไม่รู้จบของผู้ซื้อ นำมาซึ่งการพัฒนาระบบการค้นหาสิ่งของ เรื่องราว บุคคลและสินค้าด้วยเสียงหรือ Voice Search ซึ่งได้ถูกพัฒนาขึ้นด้วยความฉลาดในระบบ AI ของ Google ช่วยให้ผู้ซื้อทั่วโลกสามารถใช้ภาษาต่าง ๆ ในการค้นหาสินค้าและบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทย โดยข้อมูลของ Google ในปี 2016 ระบุอัตราการเติบโตของการใช้ Voice Search อยู่ที่ 20% จนกระทั่งในปี 2020 พบว่าความนิยมในการค้นหาด้วยเสียงเพิ่มขึ้นเป็น 50% ของการค้นหาทั้งหมด นั่นย่อมเป็นการการันตีได้ว่า Voice Search เป็นเทรนด์แห่งยุคสมัยปัจจุบัน

ดังนั้นธุรกิจออนไลน์ และการทำการตลาดออนไลน์จึงควรเตรียมพร้อมดังต่อไปนี้

1.เรียนรู้และทำความเข้าใจในความแตกต่างที่แท้จริง ระหว่าง Text Search และ Voice Search ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร เช่น การค้นหาด้วย Text Search จะสั้นกว่า โดยเฉลี่ยใช้คำตั้งแต่ 1-3 คำเป็นอย่างต่ำ แต่สำหรับการค้นหาแบบ Voice Search นั้นจะใช้การค้นหาเป็นคำหรือประโยคที่ยาวกว่า Text Search ตัวอย่างเช่น เราจะพิมพ์หาร้านกาแฟ เริ่มจาก “กาแฟสดใกล้บ้าน” สำหรับ Voice Search เราสามารถพูดเป็นประโยคยาว ๆ ได้เช่น “ ร้านกาแฟสดที่ใกล้บ้าน…ในหมู่บ้าน….” ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งทำให้ค้นหาได้ละเอียดมากขึ้นในครั้งเดียว

2.การเขียน Content เพื่อรองรับ Voice Search จำเป็นต้องเขียนแบบประโยคสนทนา (Conversation) ที่สามารถตอบคำถามที่ผู้ซื้อให้ความสนใจได้อย่างชัดเจน และเข้าใจง่าย ยกตัวอย่างด้วยเช่น “กาแฟร้าน A มีโปรชันมั้ย” หรือ “รองเท้าวิ่งยี่ห้อ B ดีไหม” เป็นต้น ซึ่งฟังดูคล้ายกับการตั้งคำถามของผู้ซื้อ แล้วจึงทำบทความที่นำประโยคดังกล่าวสอดแทรกไปกับเนื้อหาพร้อมกับให้คำตอบที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ซื้อ

3.กำหนดโครงสร้างของเนื้อหาบนหน้าเว็บไซต์ของสินค้าและบริการให้ชัดเจน เพื่อเอื้อต่อระบบ Search Engine ให้สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาได้อย่างถูกต้องและสอดคล้องกับประโยคในการค้นหาผ่าน Voice Search ที่พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังเปลี่ยนไปสู่โลกดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น ซึ่งพบว่าคนส่วนใหญ่พึ่งพาการค้นหาด้วยเสียงมากขึ้นระหว่างการออกกำลังกาย การทำอาหาร การขับรถ อาบน้ำ และทำรายงาน ดังนั้น คอนเทนต์ที่ต้องการเน้นเรื่อง SEO จึงต้องเขียนให้ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายที่กว้างและหลากหลายมากยิ่งขึ้นด้วย

ในอนาคต Voice Search อาจได้รับการพัฒนาด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ให้มีความสามารถในการจดจำเสียงของผู้ใช้บริการได้ ทั้งนี้เพื่อให้การค้นหาสินค้าและหรือบริการได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วและตรงประเด็นมากที่สุด

SEO กับ SEM จำเป็นต้องทำคู่กันหรือไม่

SEO กับ SEM จำเป็นต้องทำคู่กันหรือไม่

ในปัจจุบัน ธุรกิจออนไลน์ทุกประเภทหลีกเลี่ยงไม่ได้กับการทำ SEO และ SEM ซึ่งหลายคนอาจสงสัยในความหมายและความแตกต่าง ทั้งมีคำถามว่าจำเป็นต้องทำสองวิธีนี้ควบคู่กันหรือไม่ เรามาดูข้อมูลที่น่าสนใจกัน ดังนี้

SEO
ย่อจากคำว่า search engine optimization เป็นการพัฒนาเว็บไซต์ออนไลน์ในหลากหลายด้าน เช่น การวางโครงสร้างคอลัมน์ เมนู ระบบอีคอมเมิร์ซ การใส่เนื้อหาและมัลติมีเดีย การเชื่อมโยงลิงก์เพจ ฯลฯ เพื่อให้สอดคล้องกับวิธีการวิเคราะห์ของ Google ในการเปรียบเทียบมาตรฐานระหว่างเว็บไซต์ ที่ใช้คีย์เวิร์ดสืบค้นเดียวกัน เว็บไซต์ที่มีคะแนนคุณภาพสูงกว่าจะได้โอกาสปรากฏในอันดับด้านบนของ Google จึงส่งผลลัพธ์ให้ได้รับยอดการขายสินค้าที่ดีจากลูกค้าที่เชื่อมั่นในเว็บไซต์อันดับบนมากกว่าอันดับด้านล่าง โดยกว่า 70% ของลูกค้าจะนิยมสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ที่อยู่ในอันดับ 1 ถึง 3 เท่านั้น
การทำ SEO จำเป็นต้องทำตลอดทั้งปี เพราะต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมคุณภาพในเว็บไซต์ของคุณนาน 6 เดือนถึง 1 ปีขึ้นไป ดังนั้น ควรเลือกจ้างบริษัทที่มีประสบการณ์ในการทำ SEO หรือหากเป็นบริษัทขนาดเล็กที่ต้องการประหยัด เจ้าของเว็บไซต์สามารถทำด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะสามารถสังเกตเห็นสถิติการเปลี่ยนแปลงได้ทันทีว่ามีอัตราการเข้าชมมากน้อยเพียงใด หรือผู้คนที่เข้ามาในเว็บไซต์มาจากการสืบค้นผ่าน keyword ใดบ้าง

SEM
หรือ search engine marketing เป็นวิธีทำการตลาดออนไลน์ที่มีการจ่ายเงินเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาตำแหน่งต่าง ๆ ใน Google ซึ่ง Keyword มีราคาประมูลและค่าใช้จ่ายต่อการคลิก 1 ครั้งต่างกัน ขึ้นอยู่ความนิยมของคู่แข่ง เช่น ช่วงเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่จะมี keyword ที่แข่งขันสูงมาก คือคำว่า ของขวัญ จึงต้องจ่ายค่า SEM สูงมาก แต่ก็มีโอกาสที่จะได้รับออเดอร์อย่างมากจากลูกค้า ซึ่งเรียกได้ว่าคุ้มค่ากับการโฆษณาและทำให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ของคุณได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าบริษัทขนาดเล็กและกลางควรคำนวณงบประมาณเพื่อการทำ SEM ให้ละเอียด เพราะส่งผลต่อต้นทุนทางธุรกิจอย่างมาก และไม่ต้องทำ SEM ตลอดปี เพียงเลือกช่วงเวลาที่ต้องการกระตุ้นยอดขายหรือเพื่อแจ้งข่าวสารการออกโปรโมชันใหม่ ๆ ให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้เห็น ซึ่งเป็นเทคนิคที่ดีสำหรับเว็บไซต์ธุรกิจน้องใหม่ที่เพิ่งเปิดไม่นาน เพราะสามารถทำ SEM ได้ตั้งแต่ระยะแรก ๆ และจะได้รับผู้เยี่ยมชมทันทีที่โฆษณาแสดงและถูกคลิก แต่ทั้งนี้ ต้องเตรียมพร้อมเรื่องข้อมูลและรูปภาพในเว็บไซต์ให้เพียงพอต่อการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้าและบริการด้วย

จากที่กล่าวมา คงทำให้ทุกท่านได้เห็นความหมายและความแตกต่างของการทำ SEO และ SEM และแสดงให้เห็นว่าทั้งสองวิธีจะแยกกันทำหรือทำควบคู่กันก็ได้ เพราะทั้งสองแบบก็มีประโยชน์เพื่อส่งเสริมการขายทั้งคู่ ทั้งนี้ ก่อนตัดสินใจทำ SEO และ SEM ก็ควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดด้วย เพื่อใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

การทำ SEO สำคัญอย่างไร

การทำ SEO สำคัญอย่างไร

การขายของออนไลน์ในยุคปัจจุบัน ถือได้ว่าเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันสูง มีความนิยมเปิดเว็บไซต์เพื่อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะช่วงหลังไวรัสโควิดระบาดที่คนเก็บตัวอยู่บ้านและมีพฤติกรรมซื้อสินค้าต่าง ๆ ทางอินเทอร์เน็ตให้จัดส่งถึงบ้านเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

SEO หรือ search engine optimization เป็นเทคนิคการตลาดที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เนื่องจากเป็นการปรับโครงสร้างเว็บไซต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย มีการดาวน์โหลดปลั๊กอินต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการขาย เช่น ระบบ woocommerce ร่วมกับประเด็นสำคัญ คือ การใส่เนื้อหาในเว็บไซต์ที่คัดเลือก keyword มาเป็นอย่างดี วางตำแหน่งกระจายในส่วนต่าง ๆ ทำให้มีโอกาสถูกสืบค้นได้มากยิ่งขึ้น ทำให้ระบบอัลกอริทึมของกูเกิ้ลมาเก็บข้อมูลไปวิเคราะห์คุณภาพของเว็บไซต์ หากคะแนน SEO สูงจะทำให้เว็บไซต์ของคุณอยู่ในอันดับบน ๆ เมื่อคนค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดนั้น ๆ จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

การทำ SEO สำคัญต่อการเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงสินค้า เว็บไซต์ที่มีการทำ SEO อย่างสม่ำเสมอ ด้วยการอัปเดตบทความใหม่ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสินค้า โดยมีแหล่งอ้างอิงที่เชื่อถือได้ การใช้รูปภาพที่ส่งเสริมการขายแบบไม่ผิดลิขสิทธิ์ มีส่วนสำคัญในการผลักดันให้ SEO อันดับดียิ่งขึ้น รวมถึงการทำลิงก์เชื่อมโยงระหว่างเพจคุณภาพดีต่าง ๆ ที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณมีคนรู้จักมากขึ้นหรือมีฐานผู้นิยมกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งส่งผลบวกโดยตรงต่อการอยู่รอดของธุรกิจทุกประเภท

การทำ SEO สามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองหรืออาจจะใช้บริการรับทำเว็บไซต์ SEO ของบริษัทเอกชนที่มีอยู่มากมาย โดยจ้างตามระยะสัญญา 6 เดือนถึงหนึ่งปี ซึ่งควรเลือกจากบริษัทที่ไว้ใจได้ มีผลงานชัดเจนเป็นมืออาชีพ จะช่วยให้ไม่พลาดโอกาสแข่งขันทางธุรกิจกับเว็บไซต์คู่แข่ง และทำให้ผู้บริโภคสามารถจดจำเว็บไซต์หรือแบรนด์สินค้าของคุณได้อย่างรวดเร็ว

ในกรณีที่คุณมองหาช่องทางประหยัดค่าใช้จ่ายในการโฆษณา ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดแนะนำว่าการทำ SEO จะตอบโจทย์ในประเด็นนี้ได้อย่างดี เพราะไม่มีผู้ใดสามารถผูกขาดอันดับเว็บไซต์ได้จากการที่ระบบ algorithm ทำงานอย่างซับซ้อน ขอเพียงทำ SEO ตามระบบที่กูเกิ้ลแนะนำแนวทางไว้ ก็สามารถลดต้นทุนในการทำธุรกิจออนไลน์ด้านการโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปได้เดือนละหลายหมื่นบาท และหากคุณมีแนวคิดจะทำเว็บไซต์เพื่อจำหน่ายต่อ การทำ SEO ก็ยิ่งมีความสำคัญ เนื่องจากจะส่งผลโดยตรงต่อสถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ยิ่งมีค่าสถิติที่ดี ก็จะทำให้ขายได้ราคาสูงมากขึ้นตามไปด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำเว็บไซต์ SEO นั้นเป็นเรื่องจำเป็นในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเพื่อการขายสินค้าออนไลน์หรือเพื่อการจำหน่ายตัวเว็บไซต์เองในอนาคต ขอเพียงตั้งใจทำตามระบบที่ Google แนะนำ ก็จะประสบความสำเร็จได้ในไม่ช้าอย่างแน่นอน

ทำไมคุณจึงควรเรียนรู้การทำ SEO เสียแต่วันนี้

ทำไมคุณจึงควรเรียนรู้การทำ SEO เสียแต่วันนี้

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ ไม่ว่าจะจำหน่ายสินค้าพวกแฟชั่น อาหาร หรือเป็นกิจการด้านการท่องเที่ยว โรงแรม ทัวร์ ฯลฯ คุณควรรู้ว่าปัจจุบันนั้นมีคู่แข่งจำนวนมากขึ้นในช่วงปี 2020 เพราะทุกคนต่างรู้ว่าเป็นช่องทางสำคัญในการเข้าถึงลูกค้าเป้าหมายทั่วโลก ซึ่งการคัดกรองคุณภาพของเว็บไซต์ผ่าน Google นั้น ต้องใช้หลักเกณฑ์ของ SEO ในการช่วย ถ้าคุณไม่เรียนรู้การทำ SEO ด้วยตัวเอง ก็ทำให้เสียโอกาสในการแข่งขันทางธุรกิจให้แก่คู่แข่งที่ขายสินค้าแบบเดียวกัน และอาจทำให้ธุรกิจของคุณเจ๊งไม่เป็นท่าได้

เรามาดูกันว่าเหตุผลที่คุณต้องรีบเรียนรู้การทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ ยังมีอะไรอีกบ้าง

  1. เพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ลูกค้าอย่างรวดเร็ว

การเสริมสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคอย่างง่ายที่สุด มาจากการทำให้ลูกค้าได้เห็นชื่อเว็บไซต์ของคุณในอันดับบนของการสืบค้นผ่าน Google search อยู่เสมอทุกวัน ดังนั้นการที่คุณทำกฎกติกาของ SEO และใช้ keyword ที่ตรงกับการสืบค้นของลูกค้า มีการอัปเดตข้อมูลอย่างสม่ำเสมอด้วยเนื้อหาที่มีความทันสมัย จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้อันดับ SEO ของคุณสูงขึ้นและส่งผลต่อความมั่นใจทั้งในด้านของข้อมูลและตัวสินค้าอย่างมาก

  1. ช่วยประหยัดค่าโฆษณาในสื่อออนไลน์ได้ทันที

การโฆษณาเป็นเทคนิคกระตุ้นยอดขายที่ได้ผลดีในช่วงเวลาสั้น ๆ ถ้าคุณต้องการประหยัดงบประมาณ ควรที่จะซื้อพื้นที่โฆษณาเฉพาะเทศกาลที่ผู้คนนิยมจับจ่ายใช้สอย เช่น ช่วงตรุษจีน ปีใหม่ วันวาเลนไทน์ ฯลฯ แต่ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ ควรทำ SEO เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเห็นเว็บไซต์ของคุณอย่างสม่ำเสมอเมื่อมีการค้นหาทาง Google ซึ่งไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเช่าพื้นที่โฆษณาใด ๆ เลย

  1. ต่อยอดจากธุรกิจเล็กไปใหญ่ได้ไม่ยาก

การทำธุรกิจใด ๆ ทุกคนต่างคาดหวังที่จะทำให้เจริญเติบโต สามารถพัฒนาจากเว็บไซต์ทางธุรกิจขนาดเล็กมีสินค้าเพียงแค่ 1-2 ชิ้น ไปสู่การเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ ที่มีลูกค้ารู้จักทั้งในไทยและต่างประเทศได้ คุณจึงต้องเรียนรู้การทำ SEO เสียแต่วันนี้ เพื่อให้สามารถพัฒนาเว็บไซต์ของตัวเองให้ก้าวสู่จุดสูงสุดให้ประสบความสำเร็จในยอดขายออนไลน์ได้ง่าย และหากเรียนรู้เองด้วยก็ยิ่งดี เพราะหากเป็นเว็บไซต์ขนาดใหญ่ มีการแข่งขันสูง ก็จะมีค่าใช้จ่ายในการจ้างทำ SEO ที่แพงด้วย

จะเห็นได้ว่า การทำเว็บไซต์ SEO นั้นมีข้อดีอยู่หลายด้าน ซึ่งคุณควรเริ่มเรียนรู้แต่วันนี้ หากต้องการประสบความสำเร็จทั้งด้านของการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก การได้รับยอดสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปัจจุบันมีแหล่งข้อมูลมากมายที่คุณสามารถเรียนรู้ SEO ได้ด้วยตัวเอง รวมถึงการลงคอร์สเรียนต่าง ๆ ซึ่งควรจะเลือกจากผู้สอนที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญอย่างมืออาชีพ จะทำให้คุ้มค่าและประหยัดเวลาได้จริง

บทบาทความสำคัญของ SEO ที่ธุรกิจออนไลน์ควรมี

บทบาทความสำคัญของ SEO ที่ธุรกิจออนไลน์ควรมี

หากเป็นนักธุรกิจออนไลน์คงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตาหรือได้ยินเกี่ยวกับเรื่องการทำ SEO กันมาบ้างแล้ว ตัวช่วยอย่างง่าย ๆ ที่จะสามารถช่วยให้เว็บไซต์สินค้าและบริการนั้นถูกค้นพบเป็นอันดับแรกเมื่อเกิดการค้นหาจากคำค้นหา หรือที่เรียกว่า Keyword

SEO หรือที่ย่อมาจากคำว่า Search Engine Optimization เป็นวิธีการปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ด้วย Content หรือบทความ ผ่านการค้นหาจาก Keyword เมื่อใดที่ผู้ชมสนใจค้นหาและพิมพ์คีย์เวิร์ดนั้นลงไป Google ก็จะแสดงหน้าเว็บไซต์ที่ติดอันดับขึ้นมาให้เลือกชมก่อนทันที เจ้าของเว็บไซต์จึงมีหน้าที่ในการทำอย่างไรก็ได้ให้หน้าเว็บไซต์ของตัวเองติดอันดับ SEO เมื่อมีการค้นหา และเมื่อติดอันดับแล้ว ผู้ชมก็จะเข้ามาชมเว็บไซต์และนำไปสู่การซื้อสินค้าและบริการนั่นเอง ซึ่งการทำ SEO นั้นถือว่าจำเป็นและมีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจออนไลน์อย่างมาก อาทิเช่น

  1. สามารถจับกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด

ผู้ชมที่ทำการค้นหาข้อมูลโดยใช้คีย์เวิร์ดในการค้นหา ถือว่ามีจุดประสงค์ความต้องการในสินค้าหรือบริการประเภทนั้นอยู่ก่อนแล้ว จะช่วยทำให้เจ้าของธุรกิจสามารถจับกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าได้มากยิ่งขึ้น

  1. เพิ่มโอกาสในการขายสินค้าและบริการได้มากขึ้น

แน่นอนว่าเมื่อใดที่เว็บไซต์ถูกจัดอันดับ SEO ลำดับต้น ๆ จะยิ่งเป็นการดึงดูดความสนใจให้ผู้ชมเข้ามามากยิ่งขึ้น เพราะเว็บไซต์อันดับต้นถือเป็นเว็บไซต์ที่มีโอกาสถูกคลิกมากที่สุด จากผลการประเมินทางสถิติ เว็บไซต์ที่แสดงในอันดับแรก รวมถึงเว็บไซต์อื่น ๆ ที่แสดงอยู่ในหน้าแรกของผลการค้นหา จะดูมีความน่าเชื่อถือ และทำให้เกิดความน่าสนใจมากกว่าเว็บไซต์อื่นในหน้ารอง ๆ ลงไป

  1. สามารถบริหารจัดการได้ด้วยตัวเองตลอดเวลา

บนโลกของคำว่าออนไลน์ ไม่มีจุดจบหรือจุดสิ้นสุด ทุกสิ่งอย่างสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา หากอยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงเว็บไซต์ก็สามารถทำได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนและเวลาใด การบริหารจัดการเกี่ยวกับการปรับแต่งการทำ SEO จึงขึ้นอยู่กับตัวเจ้าของเว็บไซต์เอง บนเงื่อนไขระยะเวลาและรูปแบบที่เจ้าของต้องการ

  1. ลดภาระค่าใช้จ่ายในการโฆษณา

หากสามารถสร้างเว็บไซต์ที่แสวงหาผู้ซื้อสินค้าและบริการได้ด้วยตัวเอง จำเป็นต้องไปเสียเงินจ้างผู้อื่นโฆษณาให้อีกอย่างนั้นหรือ การทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ SEO ก็สามารถทำได้ด้วยตัวเอง ขึ้นอยู่กับความขยันของแต่ละบุคคลเสียมากกว่า ยอมเสียเวลาในการทำ SEO เองน่าจะคุ้มค่ากว่าจะต้องเสียเงินจ้างโฆษณา หากมองในระยะยาวแล้ว ทราฟฟิกที่มาตามธรรมชาติจะยั่งยืน ประหยัด และคุ้มค่ากว่าการโฆษณาทางตรง แต่ทั้งนี้ไม่ใช่หมายความว่าจะไม่ลงโฆษณาเลย เพราะโฆษณามีประโยชน์ในการเรียกผู้ชมให้มากขึ้นได้ในเวลาที่ต้องการ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี

นักธุรกิจหลายคนอาจจะมองว่า ปัจจุบันมีเพียง Facebook, Instagram และ Twitter ก็น่าจะเพียงพอต่อการค้าขายบนโลกออนไลน์แล้ว แต่ความจริงแล้วมันยังไม่พอ เพราะอย่างไรก็แล้วแต่ พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ที่อยากจะค้นหาข้อมูลใด ๆ ก็ตาม มักจะเลือกเข้าเว็บไซต์เพื่อค้นหาข้อมูลจาก Google ก่อนที่จะค้นหาตาม Application เหล่านั้น ดังนั้น หากทำให้เว็บไซต์ติดอันดับในการค้นหาได้เมื่อใด การทำธุรกิจบนโลกออนไลน์จะกลายเป็นเรื่องง่ายทันที

รู้หรือไม่ SEM มีผลอย่างไรกับการทำ SEO

รู้หรือไม่ SEM มีผลอย่างไรกับการทำ SEO

การทำ SEO ไม่ได้มีส่วนประกอบเป็นเพียงแค่เรื่องของการทำเนื้อหาเพื่ออัปเดตลงไปบนเว็บไซต์เท่านั้น แต่ยังมีปัจจัยหลายอย่างที่เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้เว็บไซต์ของคุณไต่อันดับขึ้นไปบนหน้าแรกของ search engine ได้ แล้ววันนี้เราจะมาดูกันว่าการทำ SEM ที่เป็นหนึ่งในการทำการตลาดออนไลน์นั้นมีผลกับการทำ SEO อย่างไรบ้าง

• SEM ช่วยสร้าง data ให้กับนักการตลาดออนไลน์ในช่วงแรกเริ่มของการทำ SEO

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อยู่ในวงการการตลาดออนไลน์ที่มีการทำ SEO มาก่อนจะทราบดีว่าการใช้วิธี SEM นั้น จะทำให้คุณทราบที่มาที่ไปของลูกค้าได้เร็วและง่ายกว่าการทำ SEO ที่ต้องใช้ระยะเวลานาน โดยคุณสามารถนำข้อมูลที่ได้จากการทำ SEM ไปวิเคราะห์เพื่อใช้ในการทำ SEO ได้ต่อแบบลื่นไหลกว่าการทำ SEO อย่างเดียว

• SEM ช่วยให้เจ้าหน้าที่การตลาดออนไลน์ทำงานได้ดีขึ้น

แน่นอนว่าการทำ SEM นั้นมีค่าใช้จ่าย แต่ด้วยการจ่ายเงินนี่เอง ที่ทำให้นักการตลาดสามารถเก็บข้อมูลจากการโฆษณามาวิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น โดยการทำ SEM มีประโยชน์มากต่อการทำ SEO ในช่วงแรกที่เว็บไซต์มีเนื้อหาพร้อมแต่ยังไม่มี traffic นั่นเอง

• เหมาะกับการสร้าง sales

ใช่ คุณเข้าใจไม่ผิด เพราะการทำ SEM คือการโฆษณาที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขายได้เร็วกว่า SEO แต่สามารถทำไปพร้อม ๆ กันได้ เพราะเว็บไซต์ของคุณจะขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งแรก ๆ ที่มีโอกาสที่คนจะเห็น แต่จุดด้อยของมันก็คือ ในเมื่อมันดูเป็นการโฆษณา ก็ย่อมมีความน่าเชื่อถือน้อยกว่า

• สามารถใช้ keyword ชุดเดียวกับการทำ SEO เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์

หลังจากโฆษณาจากการทำ SEM ได้แสดงผลออกไป ระบบจะเริ่มทำการเก็บข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นอัตราการคลิก keyword ที่ลูกค้าใช้ค้นหา ระยะเวลาที่ลูกค้าอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำมาพัฒนาการทำ SEO ในขั้นต่อไป

• SEM เป็นการช่วยเพิ่ม traffic ไปพร้อม ๆ กับการทำ SEO

แม้ว่าการทำ SEM จะเป็นการโฆษณา แต่จุดเด่นของ SEM ก็คือสามารถช่วยเพิ่ม traffic ให้กับเว็บไซต์ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในช่วงที่ SEO ยังไม่เห็นผล เมื่อมี traffic บนเว็บไซต์มีมากขึ้นก็จะทำให้การทำ SEO มีประสิทธิภาพมากขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน เพราะจำนวนคนเข้าเว็บไซต์นั้นมีผลต่อการขึ้นอันดับของการทำ SEO มากเลยทีเดียว

เห็นไหมว่าการทำ SEO นั้นยังเป็นวิธีการตลาดออนไลน์ออร์แกนิกที่ยังต้องการแรงเสริมจากการทำ SEM เข้ามาเป็นส่วนช่วยด้วยเหมือนกัน หากคุณมีความรู้และความเข้าใจการทำ SEO บวกกับการทำ SEM และส่วนประกอบอื่น ๆ ของการทำการตลาดออนไลน์แล้ว ก็จะช่วยให้การทำ SEO สำเร็จได้ไม่ยาก

SEO ทำเองได้ง่าย ๆ ด้วยขั้นตอนต่อไปนี้!

ในปี พ.ศ. 2563 นี้เป็นปีที่นักการตลาดออนไลน์มือใหม่ที่อยากเริ่มทำเว็บไซต์ควรที่จะลงมือทำอย่างจริงจัง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าในอีก 1 – 2 ปีข้างหน้า การทำเว็บไซต์จะมีความยากขึ้นกว่านี้ และแต่ละตลาดก็จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นอีกหลายเท่าตัว

สำหรับนักการตลาดออนไลน์ที่อยากเริ่มต้นทำเว็บไซต์ ควรเริ่มจากการเลือก Software สำเร็จรูปที่ช่วยสร้างเว็บไซต์ที่ตัวเองถนัด โดยอาจดูรีวิวหรือวิธีการใช้งานใน YouTube ก่อนเพื่อเลือก Software ที่ชอบมากที่สุด เมื่อสร้างเว็บไซต์และกรอกข้อมูลเกี่ยวกับเว็บไซต์และจัดหมวดหมู่เรียบร้อยก็มาถึงการทำ SEO หรือ Search Engine Optimization หรือวิธีการทำให้เว็บไซต์ติดอันดับบนหน้าหนึ่งของ Search Engine

วิธีการทำ SEO ตัวเองสามารถทำได้ง่าย ๆ ดังนี้

คิด Keyword หรือคำสำคัญที่กลุ่มเป้าหมายจะมักใช้ค้นหาเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการของคุณ แล้วนำไปเช็คในเว็บไซต์ keyword research เพื่อดูปริมาณการค้นหาว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใดใน 1 เดือนและมีการแข่งขันสูงหรือไม่? โดยเว็บไซต์ keyword research มีทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย หรือหากคิด Keyword ไม่ออก อาจลองดูคำแนะนำจาก “การค้นหาที่เกี่ยวข้อง” ที่อยู่ด้านล่างสุดของ Google Search ควรหา Keyword ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการเอาไว้อย่างน้อย 2 – 3 คำ

นำ Keyword ที่ได้มาเขียนบทความที่มีสาระหรือให้ประโยชน์กับผู้ใช้งาน โดยวิธีการเขียนบทความควรแบ่งบทความออกเป็น หัวข้อหลัก คำนำ ส่วนเนื้อหา บทสรุป โดยในแต่ละส่วนอาจแทรก Keyword หลักเอาไว้ส่วนละ 1 คำและแทรก Keyword เกี่ยวข้องแทรกในบทความกระจายกันไป รวมถึงในส่วนของเนื้อหาควรแบ่งบรรทัดให้อ่านง่าย หรือแบ่งเนื้อหาออกเป็น Bullet เป็นต้น ความยาวของบทความควรมีปริมาณคำ 300 คำขึ้นไปต่อบทความ และควรโพสต์บทความบนเว็บไซต์ที่เขียนใหม่เป็นประจำทุกวัน รวมถึง Rewrite บทความเก่าที่น่าสนใจมาเรียบเรียงใหม่โพสต์ลงเว็บไซต์ด้วย

ใช้เทคนิคการตั้งหัวข้อบทความด้วยคำถามเพื่อให้รองรับ Google Search ที่ปรับใหม่ ซึ่งเรียกว่าระบบ Featured Snippets ที่จะโชว์กล่องตอบคำถามให้กับผู้ใช้งานเมื่อมีการถามคำถามใกล้เคียงกับหัวข้อบทความที่มีเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่งเขียนไว้

เขียนบทความให้มีภาษาพูดบ้างแต่ยังคงประโยชน์ของเนื้อหาเอาไว้ เพื่อให้รองรับการค้นหาด้วยเสียงที่อาจมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นในอนาคต

การแทรกรูปภาพบนเว็บไซต์ ควรตั้งชื่อไฟล์ภาพเป็น Keyword หลัก และเมื่อนำมาใส่ลงในเว็บไซต์ก็ควรระบุคำอธิบายภาพ (Alt Image) เป็น Keyword ด้วย

วิธี การทำ SEO ข้างต้น ถูกอัปเดตมาเพื่อให้รองรับการทำเว็บไซต์ใน พ.ศ.2563 ซึ่งนอกจากวิธีดังกล่าวแล้ว การพัฒนาเว็บไซต์ให้โหลดเร็ว รองรับต่อการใช้งานบนมือถือ คุณภาพของโดเมน จะทำให้เว็บไซต์ได้รับความน่าเชื่อถือจาก Search Engine ในการจัดลำดับขึ้นแสดงในหน้าผลการค้นหาอันดับต้น ๆ ได้

วิธีการทำ SEO ตัวเองสามารถทำได้ง่าย ๆ

สิ่งที่ควรรู้ก่อนทำ SEO ให้เว็บไซต์เปิดใหม่

ปัจจุบันการซื้อขายสินค้าออนไลน์เป็นที่นิยมมากทั่วโลก ซึ่งเทคนิคการตลาดออนไลน์แบบ SEO เป็น หลักการที่ผู้เชี่ยวชาญทางการตลาดแนะนำไว้อย่างมากมาย ซึ่งหลายท่านที่เพิ่งทำธุรกิจในโลกออนไลน์อาจจะยังสงสัยว่า SEO มีข้อดีและข้อจำกัดอย่างไร เราจึงได้รวบรวมข้อมูลที่น่าสนใจไว้ที่นี่ เพื่อให้นักธุรกิจออนไลน์คาดหวังผลจากการทำ SEO ได้อย่างเหมาะสม ดังนี้

การทำ SEO หรือ Search Engine Optimization เป็นการทำให้เว็บไซต์มีคุณภาพจากการพัฒนาให้เว็บไซต์ใช้งานได้ง่ายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะและโทรศัพท์มือถือ เมื่อลูกค้าเข้ามายังหน้าเว็บ สามารถเห็นหมวดหมู่ของสินค้าและบริการประเภทต่าง ๆ ที่ชัดเจน ไม่มีโฆษณามาสร้างความรำคาญมากเกินไป และยังรวมไปถึงการพัฒนาคุณภาพของบทความ SEO ในเว็บไซต์ ที่มีการเลือก Keyword จากการวิจัยว่าตรงกับการสืบค้นของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ทั้งเนื้อหาก็ต้องมีความทันสมัย ให้สาระและประโยชน์แก่ผู้อ่าน โดยไม่มีการคัดลอกที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของเว็บไซต์อื่น ๆ

การทำ Backlink มีประโยชน์กับเว็บไซต์มาก

นอกจากนี้ ยังมีเทคนิคที่นิยมในปัจจุบัน คือ การทำ Backlink เพื่อเชื่อมโยงเว็บไซต์ภายนอกกับเว็บไซต์ของธุรกิจคุณเข้าด้วยกัน ทำให้เกิดการขยายกลุ่มลูกค้าได้อย่างกว้างขวาง โดยการที่คุณไปร่วมสนทนาในกลุ่มสนทนาตามเว็บบอร์ด เช่น Pantip แล้วแนบลิงก์เว็บไซต์ธุรกิจคุณไว้แก่ผู้ที่สนใจให้มาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าที่คุณจำหน่ายในเว็บไซต์ของคุณ เช่น คุณจำหน่ายรองเท้ากีฬานำเข้าจากต่างประเทศ ก็ควรเข้าไปอยู่ในกลุ่มสนทนาที่รวมผู้ชอบออกกำลังกายไว้ด้วยกัน หากมีคนที่สนใจรองเท้าวิ่งนำเข้าของแท้ ซึ่งคุณมีบริการด้านนี้อยู่ในเว็บไซต์ คุณก็สามารถที่จะให้ลิงก์ไว้ได้โดยไม่เป็นการผิดกฎของสังคมออนไลน์นั้น ๆ

จะเห็นได้ว่า การทำ SEO จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณมีโอกาสปรากฏสู่สายตากลุ่มเป้าหมายได้ดีขึ้น เป็นที่จดจำและทำให้มียอดขายที่ดีได้ตามมา ทั้งนี้ ในด้านของข้อจำกัดของ SEO ก็มี นั่นคือต้องใช้ระยะเวลาในการสะสมข้อมูลในระบบปฏิบัติการ เพื่อให้คอมพิวเตอร์อัจฉริยะ AI ของ Search Engine วิเคราะห์และประมวลผลอย่างสม่ำเสมอ อันดับของ SEO จึงไม่สามารถที่จะผูกขาดได้ คุณจึงจำเป็นจะต้องตื่นตัวและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้อันดับ SEO ของคุณนั้นคงอยู่ในอันดับต้น ๆ มีศักยภาพในการแข่งขันกับบริษัทอื่น

การทำ SEO จึงไม่สามารถที่จะหวังผลได้ในระยะเวลาเพียงแค่ 2-3 สัปดาห์ โดยเฉพาะหากคุณเพิ่งเปิดเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่ อีกทั้งยังมีข้อมูลในเว็บไซต์น้อย ก็จะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 เดือนขึ้นไป เพื่อที่จะสะสมข้อมูลได้เพียงพอสำหรับการสร้างอันดับให้สูงขึ้นเรื่อย ๆ

การคาดหวังผลจากการทำ SEO เว็บไซต์เปิดใหม่ต้องอาศัยความอดทนและเข้าใจธรรมชาติของการทำ SEO จึงจะมีเป้าหมายที่เหมาะสมในการทำเว็บไซต์สำหรับธุรกิจ

การทำ Backlink มีประโยชน์กับเว็บไซต์มาก